ลดพฤติกรรมเสี่ยงโรคเรื้อรัง พลังนโยบายสาธารณะสำคัญที่สุด

เมื่อวานเขียนว่า การให้สุขศึกษา เป็นเพียงส่วนหนึ่งในกลยุทธ์ที่ 4 ของออตตาวาชาร์เตอร์ ”การเพิ่มความสามารถ/ทักษะส่วนบุคคล ที่รวมถึงการให้สุขศึกษา การฝึกอบรบ จนเกิดความรอบรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ที่เรียกว่า Health literacy
ผมเน้นตั้งแต่เมื่อวานว่า การสร้างเสริมสุขภาพมี 5 กลยุทธ์ กลยุทธ์ที่ 1 คือการสร้างนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาพ เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด
การสร้าง-กำหนดนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาพ ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะนโยบายดีๆ องค์กรที่เป็นพี่เลี้ยงเรื่องสุขภาพของโลก อย่างองค์การอนามัยโลก ได้แนะนำนโยบายไว้แล้ว มีตัวอย่างที่ประเทศอื่นใช้แล้ว เห็นผลดีแล้ว
ความยากอยู่ที่การ ชี้แนะ อ้อนวอน วิ่งเต้น สร้างกระแส กดดันให้ผู้มีอำนาจ ตัดสินใจทำให้นโยบายนั้นเกิดขึ้น โดยให้ความสำคัญกับสุขภาพประชาชน มากกว่าความเกรงใจผลประโยชน์ของธุรกิจที่ผลิตสินค้าทำลายสุขภาพ
เมื่อวานผมก็ได้แสดงผลของนโยบายขึ้นภาษีบุหรี่ระหว่าง พ.ศ.2536-2549 ที่เมื่อร่วมกับมาตรการทางกฏหมายอื่นๆ ได้ลดอัตราและจำนวนคนไทยที่สูบบุหรี่ลงมาก ขณะที่รัฐเก็บภาษีได้เพิ่มเป็นจำนวนมาก
เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2568 องค์การอนามัยโลก ได้ประกาศโครงการ “3 By 35” เสนอให้ประเทศต่างๆ ขึ้นภาษี ยาสูบ สุรา และเครื่องดื่มที่มีนำ้ตาล อย่างน้อยอีก 50% ภายในปีค.ศ.2035(พ.ศ.2578) เพื่อลดการเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และได้ภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อการพัฒนาประเทศ(อ้างอิง 1 )
เดือนกุมภาพันธ์ปี 2569 องค์การอนามัยโลก ออกข่าวเตือนว่า การเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีนำ้ตาลตำ่ เสี่ยงเร่งการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs (อ้างอิง 2 ) ประเทศไทยมีการเก็บภาษีนำ้ตาลแล้ว แต่ไม่ทราบว่าสูงพอตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำหรือไม่
ภาษีเค็มก็สำคัญมาก คนไทยกินเค็มมาก เป็นความดันสูงหลายสิบล้านคน รวมกับคนเป็นเบาหวานมาก จนงบล้างไตบานปลายปีละเกินหมื่นล้านบาท เราก็เพิ่งพยายามจะเริ่มเก็บภาษีเค็ม
ส่วนกลยุทธ์ที่ 2 ของการสร้างเสริมสุขภาพตามออตตาวาชาร์เตอร์ การทำให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ เกี่ยวกับการจัดให้มีพื้นที่สันธนาการ ออกกำลังกาย ทางเดิน ทางจักรยาน ซึ่งจะลดภาระอ้วน ความดันและมีสุขภาพแข็งแรง และความปลอดภัยของถนนที่ใช้จราจร เพื่อลดอุบัติเหตุ
กลยุทธ์ที่ 3 เพิ่มความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของชุมชน ทั้งในการจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ การร่วมเฝ้าระวังปฏิบัติตามกฏหมายควบคุมสุรายาสูบ การรณรงค์พื้นที่ปลอดสุรายาสูบฯลฯ
กลยุทธ์สุดท้ายที่ 5 คือการปรับเปลี่ยนระบบบริการให้เน้นการสร้างเสริมสุขภาพ เช่นการเพิ่มสัดส่วนงบประมาณเพื่อสนับสนุนการป้องกันโรค/สร้างสุขภาพ ทั้งในและนอกระบบบริการ
เขียนมานี่ เพื่อตอบคำถามว่า ทำไมการรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ อย่างเช่นการสูบบุหรี่ การดื่มสุรายังไม่ลดลง ขณะที่คนอ้วนกับเบาหวาน ความดันสูงเพิ่มขึ้น
เราต้องเข้าใจว่า งบประมาณที่เราใช้ในการรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง ที่แม้จะรวมทั้งที่สสส.ได้รับต่อปี ที่คนที่วิจารณ์ใช้คำว่า “มหาศาล” คิดเป็นจำนวนเพียงเศษเสี้ยว ขอยำ้“เศษเสี้ยว”ของที่ธุรกิจใช้ในการโฆษณาส่งเสริมการขาย วิ่งเต้นขัดขวางนโยบายที่เอื้อต่อสุขภาพ
และไม่มีทางที่เราจะมีงบประมาณมากพอ ที่จะไปต่อสู้กับทุนโฆษณาส่งเสริมการขายที่ธุรกิจทุ่มเท เราจึงต้องใช้อำนาจรัฐ ผ่านพลังนโยบายที่เรามี ในการควบคุมการตลาด การโฆษณาของธุรกิจที่ผลิตสินค้าทำลายสุขภาพ ที่รวมกันแล้วนับปีละหลายหมื่นล้านบาท
ขอเน้นยำ้อีกว่ารัฐบาล ต้องกำหนดนโยบายที่จะส่งผลลดพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพที่นำไปสู่การเกิดโรคเรื้อรัง NCDs พร้อมๆกับทุกฝ่ายที่ทุ่มเทรณรงค์ให้ความรู้โทษภัยของปัจจัยเสี่ยงต่างๆ
เพื่อลดภาระโรคจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs ลดภาระงบประมาณของสปสช และทำให้สุขภาพของประชาชนดีขึ้น ส่งผลดีต่อกาพัฒนาประเทศ
ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ 26 กรกฎาคม 2569
อ้างอิง(1)https://www.who.int/thailand/th/news/detail/10-07-2568-who-launches-bold-push-to-raise-health-taxes-and-save-millions-of-lives
(2)https://www.sdgmove.com/2026/02/03/sugar-sweetened-beverage-taxes-2025/

ร่วมแสดงความคิดเห็น