แพทย์ มช.แนะ การฉีดสิว แบบไหนควร แบบไหนไม่ควร

สิวขึ้นปุ๊บ อยากฉีดปั๊บ?
แพทย์ มช. บอกแบบไหนควร แบบไหนไม่ควร

เมื่อมีสิวอักเสบเม็ดใหญ่ บวม แดง เจ็บ หลายคนมักนึกถึงการ “ฉีดสิว” เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้สิวยุบได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะก่อนวันสำคัญ เช่น งานรับปริญญา งานแต่งงาน หรือการถ่ายภาพ

แต่ความจริงแล้ว สิวทุกเม็ดไม่ได้เหมาะกับการฉีด และการฉีดสิวก็ไม่ใช่วิธีรักษาสิวให้หายขาด หากใช้ไม่ถูกวิธีหรือฉีดบ่อยเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงได้

❓การฉีดสิวคืออะไร?
การฉีดสิว คือ การฉีดยาเข้าไปในบริเวณสิวอักเสบโดยตรง เพื่อช่วยลดการอักเสบ ทำให้อาการบวม แดง และปวดลดลงอย่างรวดเร็ว ยาที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นการรักษาเฉพาะจุด ไม่ใช่การรักษาหลักของโรคสิว

❓สิวแบบไหนควรฉีด?
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า “สิว” ไม่ได้มีเพียงชนิดเดียว
สิวเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่

  • การอุดตันของรูขุมขน
  • การผลิตน้ำมันจากต่อมไขมันมากผิดปกติ
  • ความไม่สมดุลของจุลชีพบนผิวหนัง รวมถึงเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิวที่ชื่อ Cutibacterium acnes
  • กระบวนการอักเสบ

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น พันธุกรรม ฮอร์โมน ความเครียด และมลภาวะ ที่เข้ามากระตุ้นกลไกหลักข้างต้นทำให้เกิดสิวขึ้นได้
โดยทั่วไป สิวแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ

  • สิวไม่อักเสบ/สิวอุดตัน เช่น สิวหัวขาว และสิวหัวดำ
  • สิวอักเสบ เช่น ตุ่มแดง สิวหัวหนอง หรือสิวลักษณะคล้ายถุงซีสต์

การฉีดสิวจึงเหมาะกับ สิวอักเสบที่มีอาการบวม แดง เจ็บชัดเจน ส่วนสิวอุดตันที่ไม่มีการอักเสบ ไม่ใช่สิวที่ควรรักษาด้วยการฉีด

👇🏻ฉีดสิวแล้วสิวยุบเร็วจริงหรือไม่?
✅คำตอบคือ จริง

โดยเฉพาะสิวอักเสบเม็ดใหญ่ มักเริ่มยุบลงภายในประมาณ 48-72 ชั่วโมง หลังฉีด ความบวม แดง และอาการปวดจะลดลงอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ผลการรักษาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับชนิดของสิว ความรุนแรง และเทคนิคการฉีด อีกทั้งแม้สิวจะยุบแล้ว ก็อาจยังเหลือรอยแดงหรือรอยดำได้อีกระยะหนึ่ง

❓ฉีดสิวช่วยป้องกันหลุมสิวได้ไหม?
การลดการอักเสบได้อย่างรวดเร็ว อาจช่วยลดโอกาสเกิดหลุมสิวหรือแผลเป็น โดยเฉพาะในสิวอักเสบขนาดใหญ่ เพราะช่วยลดการทำลายเนื้อเยื่อรอบรูขุมขน

อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะป้องกันหลุมสิวได้ 100% เนื่องจากยังขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสิว ระยะเวลาที่อักเสบ และปัจจัยอื่น ๆ

ในทางกลับกัน หากฉีดยาไม่เหมาะสม เช่น ใช้ยาที่มีความเข้มข้นสูงเกินไป ฉีดผิดตำแหน่ง หรือฉีดซ้ำบ่อย อาจทำให้ผิวหนังยุบตัวจนเกิดรอยบุ๋มคล้ายหลุมสิวได้

❓ฉีดสิวมีผลข้างเคียงหรือไม่?
ผลข้างเคียงระยะสั้นที่พบได้ ได้แก่

  • เจ็บหรือแสบขณะฉีด
  • บวม แดง หรือรู้สึกตึงบริเวณที่ฉีด
  • มีเลือดออกหรือรอยช้ำเล็กน้อย

อาการเหล่านี้มักหายได้เองภายในไม่กี่วัน
ส่วนผลข้างเคียงระยะยาว แม้พบไม่บ่อย แต่ควรทราบ ได้แก่

  • ผิวหนังหรือชั้นไขมันใต้ผิวยุบตัว เกิดรอยบุ๋ม
  • ผิวบางลง
  • สีผิวซีดหรือด่างขาวบริเวณที่ฉีด
  • เส้นเลือดฝอยขยาย

ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหากฉีดในปริมาณมาก ฉีดตื้นเกินไป หรือฉีดซ้ำบริเวณเดิมหลายครั้ง

❓ฉีดสิวบ่อย ๆ ดีหรือไม่?
❌ไม่แนะนำ

แม้ว่ายาที่ใช้จะเป็นการรักษาเฉพาะจุด แต่หากฉีดหลายตำแหน่ง ใช้ยาปริมาณมาก หรือฉีดซ้ำบ่อย ๆ ก็อาจมีการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ แม้จะพบได้น้อยก็ตาม

ดังนั้น การฉีดสิวจึงควรใช้เฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ และเป็นเพียงการรักษาเสริม ไม่ใช่วิธีรักษาหลักของโรคสิว

❓หลังฉีดสิวควรดูแลตัวเองอย่างไร?
หลังฉีดสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ควร

  • รักษาความสะอาดบริเวณที่ฉีด
  • หลีกเลี่ยงการบีบ แกะ กด หรือจับสิวบ่อย ๆ
  • หากมีเลือดซึม ให้ใช้ผ้าก๊อซหรือผ้าสะอาดกดเบา ๆ
  • ใช้ยารักษาสิวตามคำแนะนำของแพทย์

หากหลังฉีดมีอาการบวมแดงมากขึ้น ปวดมาก มีหนอง มีไข้ หรือก้อนใหญ่ขึ้นแทนที่จะยุบ ควรรีบกลับมาพบแพทย์

❓ทำไมสิวถึงขึ้นซ้ำที่เดิม?
การฉีดสิวช่วยให้สิวเม็ดนั้นยุบลง แต่ ไม่ได้แก้สาเหตุของการเกิดสิว

หากสิวขึ้นซ้ำบริเวณเดิมบ่อย ๆ อาจเกิดจากปัจจัยเดิม เช่น การอุดตันของรูขุมขน ฮอร์โมน ความเครียด หรือการผลิตน้ำมันมากเกินไป จึงควรรักษาที่ต้นเหตุ ไม่ควรอาศัยการฉีดซ้ำเพียงอย่างเดียว

หากก้อนสิวไม่ยุบหรือกลับมาเป็นซ้ำที่ตำแหน่งเดิมหลายครั้ง ควรพบแพทย์เพื่อประเมินว่าเป็นสิวจริงหรือเป็นโรคผิวหนังชนิดอื่น

❓การฉีดสิวรักษาสิวหายขาดได้หรือไม่?
❌คำตอบคือ ไม่

การฉีดสิวเป็นเพียงการลดการอักเสบของสิวเฉพาะเม็ดที่ฉีด ไม่ได้แก้ไขกลไกการเกิดสิวทั้งหมด ดังนั้น ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องรักษาสิวด้วยวิธีอื่นร่วมด้วยตามคำแนะนำของแพทย์

❓เมื่อไรควรรีบพบแพทย์?
ควรพบแพทย์ หากมีอาการต่อไปนี้

  • สิวอักเสบก้อนใหญ่ บวมมาก หรือปวดมาก
  • สิวอักเสบหลายเม็ดหรือกระจายเป็นวงกว้าง
  • เริ่มมีหลุมสิวหรือแผลเป็น
  • ใช้ยารักษาสิวแล้วไม่ดีขึ้น
  • มีหนอง มีไข้ หรืออาการผิดปกติร่วม
  • สิวส่งผลต่อความมั่นใจหรือสุขภาพจิต
    ผู้หญิงที่มีสิวร่วมกับประจำเดือนผิดปกติ ขนดก ผมบาง หรือมีน้ำหนักเพิ่มผิดปกติ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของฮอร์โมน

❓ป้องกันอย่างไร ไม่ให้สิวอักเสบจนต้องฉีด?
สิ่งสำคัญที่สุด คือการรักษาสิวตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพราะยิ่งควบคุมการอักเสบได้เร็ว ก็ยิ่งลดโอกาสเกิดหลุมสิวและแผลเป็น

คำแนะนำ ได้แก่

  • ใช้ยารักษาสิวอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง
  • ไม่บีบ ไม่แกะ และไม่ถูผิวแรง ๆ
  • เลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า Non-comedogenic เพื่อลดการอุดตันของรูขุมขน
  • หากเริ่มมีสิวอักเสบก้อนใหญ่หรือมีแนวโน้มเกิดแผลเป็น ควรรีบพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ

การฉีดสิวเป็นตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพในการลดการอักเสบของสิวเม็ดใหญ่ ทำให้สิวยุบเร็วขึ้น แต่ไม่ใช่การรักษาสิวทุกชนิด และไม่ใช่วิธีรักษาสิวให้หายขาด การรักษาที่ดีที่สุดคือการวินิจฉัยชนิดของสิวและรักษาที่ต้นเหตุร่วมกับการดูแลผิวอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยลดการเกิดสิวซ้ำและป้องกันหลุมสิวในระยะยาว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :ผศ.พญ.รุจิรา รุจิเวชพงศธร อาจารย์ประจำหน่วยวิชาโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เรียบเรียง: นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ติดตามผ่านทาง Facebook : https://cmu.to/6xxK4

#ฉีดสิว #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่#แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU

ร่วมแสดงความคิดเห็น