ชลประทานเชียงใหม่เร่งเปิดประตูระบายน้ำแม่น้ำปิง หลังจากฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน เตรียมพร้อมรองรับมวลน้ำ ลดความเสี่ยงผลกระทบต่อเขตเศรษฐกิจตัวเมืองเชียงใหม่และพื้นที่ท้ายลำน้ำ พร้อมสั่งเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง
วันที่ 1 ส.ค. 69 นายเกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ในช่วง 2 – 3 วันที่ผ่านมา พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่หลายอำเภอได้รับอิทธิพลจากฝนตกหนัก โดยเฉพาะอำเภอแม่อาย อำเภอไชยปราการ และอำเภอฝาง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มวลน้ำจะไหลลงสู่แม่น้ำกก ขณะที่พื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำปิง ได้แก่ อำเภอเชียงดาว และอำเภอแม่แตง ก็มีปริมาณฝนสะสมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อพื้นที่เศรษฐกิจตัวเมืองเชียงใหม่ รวมถึงชุมชนบริเวณท้ายลำน้ำ
จากการติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พบว่า ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิงเริ่มเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมดูแลประตูระบายน้ำและฝายในแม่น้ำปิง เร่งดำเนินการเปิดประตูระบายน้ำเพื่อรองรับและระบายมวลน้ำที่กำลังไหลหลากลงมา
สำหรับประตูระบายน้ำแม่สอย ตำบลแม่สอย อำเภอจอมทอง ซึ่งเป็นประตูระบายน้ำตัวสุดท้ายในแม่น้ำปิง ปัจจุบันมีความสูงของผิวน้ำอยู่ที่ 7.1 ม. เมื่อเทียบกับปี 68 ที่มีความสูงของผิวน้ำเพียง 6.5 ม. เจ้าหน้าที่ได้ยกบานระบายน้ำทั้งหมด 4 บาน ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่ท้ายน้ำ 72.82 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลสาบดอยเต่า ก่อนเข้าสู่เขื่อนภูมิพล
ขณะเดียวกัน ประตูระบายน้ำดอยน้อย อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ได้ดำเนินการเปิดบานระบายน้ำจำนวน 2 ช่องบาน ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงท้ายน้ำ 105.32 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยมีปริมาณน้ำเก็บกักเหนือฝาย 3.141 ล้าน ลบ.ม. พร้อมทั้งได้แจ้งเตือนผู้เพาะเลี้ยงกระชังปลาและสถานีสูบน้ำบริเวณท้ายน้ำให้รับทราบล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับมวลน้ำที่ถูกระบายลงสู่พื้นที่ด้านล่าง
นอกจากนี้ ที่ประตูระบายน้ำท่าวังตาล ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำปิงเขตเศรษฐกิจตัวเมืองเชียงใหม่ ได้มีการเปิดประตูระบายน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำเช่นกัน โดยเปิดประตูระบายน้ำทั้งหมด 2 ช่องบาน มีปริมาณน้ำไหลผ่านอาคารประตูระบายน้ำ 106.50 ลบ.ม.ต่อวินาที และไหลผ่านบันไดปลา 1.00 ลบ.ม.ต่อวินาที รวมปริมาณน้ำไหลลงท้ายน้ำ 107.50 ลบ.ม.ต่อวินาที ขณะที่ปริมาณน้ำเก็บกักเหนือ ปตร. อยู่ที่ 1.172 ล้าน ลบ.ม.
นายเกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 – 8 รวมถึงหัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ฝ่ายช่างกล เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำสายหลักและสายรองอย่างใกล้ชิด พร้อมควบคุมการทำงานของประตูระบายน้ำและฝาย รวมทั้งตรวจสอบอาคารควบคุมต่าง ๆ ให้มีความมั่นคงแข็งแรงและพร้อมใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังได้เตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และกำลังเจ้าหน้าที่ไว้รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างเต็มที่ เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที หากเกิดเหตุอุทกภัยหรือได้รับการร้องขอจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนได้อย่างมีประสิทธิผล



algolist: 0;
multi-frame: 1;
brp_mask:0;
brp_del_th:null;
brp_del_sen:null;
motionR: null;
delta:null;
bokeh:0;
module: photo;hw-remosaic: false;touch: (-1.0, -1.0);sceneMode: 2621440;cct_value: 0;AI_Scene: (-1, -1);aec_lux: 173.0;aec_lux_index: 0;albedo: ;confidence: ;motionLevel: 0;weatherinfo: weather?null, icon:null, weatherInfo:100;temperature: 39;


ร่วมแสดงความคิดเห็น