แพทย์ มช.ชวนรู้จักภาวะหัวใจหยุดเต้นและผู้พิทักษ์ – AED Bike ทุกวินาทีมีความหมาย

“นักปั่นพิทักษ์ชีวิต” ทุกการปั่นอาจช่วยชีวิตใครสักคน

แพทย์ มช. ชวนรู้จักภาวะหัวใจหยุดเต้น และ ผู้พิทักษ์ – AED Bike ทุกวินาทีมีความหมาย

การออกกำลังกาย โดยเฉพาะการวิ่ง กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหลายคนหันมาใส่ใจสุขภาพและต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็มักเห็นข่าวนักวิ่งหรือผู้ที่กำลังออกกำลังกายล้มหมดสติอย่างกะทันหันอยู่เป็นระยะ ๆ

ทุกครั้งที่เกิดเหตุ ภาพที่ตามมาคือผู้คนรอบข้างต่างตกใจ บางคนรีบวิ่งเข้าไปช่วย ขณะที่อีกหลายคนลังเล เพราะไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไร หรือกังวลว่าหากช่วยผิดวิธี อาจยิ่งทำให้ผู้ป่วยได้รับอันตรายมากกว่าเดิม

ความจริงแล้ว หนึ่งในภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการช่วยเหลือทันที คือ “ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แม้แต่ผู้ที่ดูแข็งแรงหรือออกกำลังกายเป็นประจำ แม้ภาวะนี้จะพบไม่บ่อย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ทุกนาทีที่ผ่านไปล้วนส่งผลต่อโอกาสรอดชีวิตและการฟื้นตัวของสมอง

บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจว่า ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันคืออะไร มีสัญญาณเตือนอย่างไร หากพบผู้หมดสติควรช่วยเหลือแบบไหน รวมถึงสิ่งที่นักวิ่ง ผู้ร่วมกิจกรรม และผู้จัดการแข่งขันควรเตรียมพร้อม เพื่อเปลี่ยนความลังเลให้กลายเป็นการช่วยชีวิตที่ถูกต้องในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด

หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน คืออะไร ต่างจาก “หัวใจวาย” อย่างไร
หลายคนมักใช้คำว่า “หัวใจวาย” เรียกเหตุการณ์ที่มีคนหมดสติหรือเสียชีวิตจากโรคหัวใจ แต่ในความเป็นจริง คำนี้เป็นคำเรียกรวมของโรคหัวใจหลายชนิด และไม่ได้หมายความว่าหัวใจหยุดเต้นเสมอไป

ส่วน ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) คือ ภาวะที่หัวใจหยุดสูบฉีดเลือดอย่างกะทันหัน ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญของร่างกายได้ หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เช่น การทำ CPR และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที

สิ่งสำคัญที่สุดคือ เมื่อสงสัยว่าผู้ป่วยมีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ต้องรีบให้การช่วยเหลือทันที เพราะทุกนาทีที่ผ่านไปส่งผลโดยตรงต่อโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย

แม้การช่วยเหลือที่รวดเร็วจะเป็นหัวใจสำคัญเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการประเมินความเสี่ยงก่อนออกกำลังกายหรือเข้าร่วมการแข่งขัน โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
ปัจจุบันยังไม่มีคำแนะนำให้ตรวจสุขภาพหรือคัดกรองโรคหัวใจก่อนการแข่งขันในทุกคน แต่แนะนำให้ประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคล และตรวจเพิ่มเติมในผู้ที่มีข้อบ่งชี้ เช่น

  • มีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยผิดปกติ ใจสั่น หน้ามืด หรือเป็นลมขณะออกกำลังกาย
  • เคยหมดสติ โดยเฉพาะระหว่างหรือหลังออกกำลังกาย
  • มีโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด หรือโรคประจำตัวที่ยังควบคุมได้ไม่ดี
  • มีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตกะทันหันจากโรคหัวใจ หรือมีโรคหัวใจที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม
  • กำลังจะเริ่มออกกำลังกายหนักหรือเข้าร่วมการแข่งขัน ทั้งที่ไม่เคยออกกำลังกายเป็นประจำมาก่อน โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมาก

ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงเหล่านี้ การปรึกษาแพทย์และรับการตรวจประเมินก่อนเริ่มออกกำลังกายหรือแข่งขัน อาจช่วยค้นหาความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ วางแผนการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสุขภาพ และลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันระหว่างการออกกำลังกายได้

หากนักวิ่งหรือผู้ที่กำลังออกกำลังกายล้มหมดสติ จะสังเกตอย่างไรว่าอาจเป็นภาวะหัวใจหยุดเต้น

เมื่อพบผู้หมดสติ สิ่งที่ทุกคนควรจำให้ขึ้นใจ มีเพียง 2 ข้อสำคัญ

  1. หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่ตอบสนองต่อการเรียกหรือปลุก
  2. หายใจผิดปกติ

หากพบอาการทั้งสองอย่างร่วมกัน ให้สงสัยภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันทันที รีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 พร้อมเริ่มทำ CPR และนำเครื่อง AED มาใช้ให้เร็วที่สุด

สิ่งที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิด คือ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการชักเกร็ง หรือมีลักษณะ หายใจเฮือก ซึ่งเป็นการหายใจที่ช้า พะงาบ หรือเป็นช่วง ๆ จนดูเหมือนว่ายังหายใจอยู่ ทั้งที่ความจริงแล้ว การหายใจลักษณะนี้ไม่ใช่การหายใจปกติ และไม่สามารถนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้อย่างเพียงพอ

หากมัวแต่รอดูอาการ อาจทำให้การช่วยชีวิตล่าช้า และทำให้โอกาสรอดชีวิตลดลง
จำง่าย ๆ

หมดสติ + หายใจผิดปกติ = สงสัยภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

หากไม่ได้รับการทำ CPR และการช็อกไฟฟ้าอย่างเหมาะสม โอกาสรอดชีวิตจะลดลงอย่างรวดเร็ว โดยประมาณ 7–10% ในทุกนาทีที่การช่วยเหลือล่าช้า และหากไม่มีเลือดกลับไปเลี้ยงสมองภายในประมาณ 4 นาที สมองอาจเริ่มได้รับความเสียหายจากการขาดออกซิเจน แม้ผู้ป่วยจะกลับมามีชีพจรได้ในภายหลัง ก็อาจเกิดความพิการทางสมองหรือมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ แพทย์จึงย้ำเสมอว่า

“ทุกนาทีมีความหมาย”

เพราะการเริ่มช่วยเหลือได้เร็วเพียงไม่กี่นาที อาจเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างระหว่างการรอดชีวิต การฟื้นตัว และการสูญเสียได้อย่างแท้จริง

แม้ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันจะเป็นภาวะฉุกเฉินที่รุนแรงและมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง แต่หากผู้ป่วยได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและถูกต้อง ตั้งแต่การเริ่มทำ CPR การใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ไปจนถึงการดูแลโดยทีมแพทย์ฉุกเฉิน ก็สามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

การเรียนรู้ CPR และการใช้เครื่อง AED จึงไม่ใช่ทักษะเฉพาะของบุคลากรทางการแพทย์อีกต่อไป แต่เป็นทักษะพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรมี เพราะเพราะเมื่อเกิดเหตุขึ้น คนที่นำเครื่อง AED ไปถึงผู้ป่วยได้เร็วที่สุด อาจเป็นคนที่ช่วยเปลี่ยนผลลัพธ์ของทั้งชีวิตได้

เริ่มต้นเรียนรู้ในวันนี้ เพื่อพร้อมช่วยชีวิตในวันที่จำเป็น

จาก “ผู้ชม” ก้าวสู่ “ผู้ช่วยชีวิต”

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รักการวิ่ง รักการปั่นจักรยาน หรืออยากเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลความปลอดภัยในงานวิ่ง วันนี้คุณสามารถเปลี่ยนความรู้ที่ได้รับจากบทความนี้ ให้กลายเป็นการช่วยชีวิตจริงได้

เชิญชวนร่วมเป็น “AED Bike นักปั่นพิทักษ์ชีวิต” ทีมอาสาสมัครเคลื่อนที่เร็วที่ทำหน้าที่นำเครื่อง AED ไปยังผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันให้ได้เร็วที่สุดภายในสนามแข่งขัน เพราะเมื่อเกิดเหตุขึ้น…
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.facebook.com/share/p/1DS32PSxch/?mibextid=wwXIfr

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :นพ.วุฒิพงศ์ ศรีชัวชม อาจารย์พิเศษ ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์ มช. และแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มช.

เรียบเรียง:นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ติดตามผ่านทาง Facebook : https://cmu.to/IojXB

#AEDBike #AED #CPR #หัวใจหยุดเต้น #ทุกนาทีมีความหมาย #ช่วยชีวิต #วิ่งปลอดภัย #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช#หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU

ร่วมแสดงความคิดเห็น