เชียงใหม่เดินหน้าขับเคลื่อนระบบนิเวศทางการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล สู่การยกระดับความฉลาดรู้ด้านการอ่าน การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และสมรรถนะสูงของเด็กและเยาวชน เปิดผลดำเนินงานระยะที่ 1 พบผู้เรียนมีพัฒนาการด้าน Reading Literacy ร้อยละ 57.69 ขณะที่ Critical Thinking อยู่ที่ร้อยละ 27.12 พร้อมเร่งต่อยอดระยะที่ 2 มุ่งใช้ AI และข้อมูลเชิงประจักษ์พัฒนาการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน
วันที่ 21 สิงหาคม 2569 ดร.อุดมพร กันทะใจ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานโครงการ “กลไกการขับเคลื่อนระบบนิเวศทางการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้สู่การยกระดับความฉลาดรู้ด้านการอ่าน การคิดอย่างมีวิจารณญาณและสมรรถนะสูงของเด็กและเยาวชน จังหวัดเชียงใหม่ ระยะที่ 2” โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.สุบัน พรเวียง หัวหน้าศูนย์วิจัยลดความเหลื่อมล้ำเพื่อสร้างโอกาสทางสังคม ผู้ทรงคุณวุฒิ ศึกษานิเทศก์ คณะวิทยากร และผู้เข้าร่วมการประชุมร่วมกิจกรรม ณ ห้องประชุมออคิดบอลรูม โรงแรมเชียงใหม่ออคิด จังหวัดเชียงใหม่
ดร.อุดมพร กันทะใจ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 กล่าวว่า โครงการดังกล่าว มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนระบบนิเวศทางการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อยกระดับทักษะการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณของเด็กและเยาวชน โดยครอบคลุมตั้งแต่การประยุกต์ใช้ Generative AI และแพลตฟอร์ม “คาปิบ้าเรียน” (KapiBarian) เพื่อสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ ไปจนถึงการใช้แพลตฟอร์มศูนย์การเรียนรู้ทักษะแห่งอนาคตทางการศึกษา หรือ FSE-CMU สำหรับจัดเก็บข้อมูลและติดตามผลการดำเนินงาน
พร้อมกันนี้ ได้มีการบูรณาการแนวทางการนิเทศหนุนเสริม การคัดเลือกนวัตกรรมแบบอย่างที่ดี (Best Practice) และการแบ่งกลุ่มปฏิบัติการตามกลุ่มเป้าหมาย ทั้งผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และทีมนิเทศหนุนเสริม ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์มหาวิทยาลัย และศึกษานิเทศก์ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำองค์ความรู้ด้าน Generative AI และเครื่องมือดิจิทัลไปประยุกต์ใช้ในการบริหารสถานศึกษา การจัดการเรียนรู้ และการนิเทศติดตามได้อย่างเป็นรูปธรรม
ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.สุบัน พรเวียง หัวหน้าศูนย์วิจัยลดความเหลื่อมล้ำเพื่อสร้างโอกาสทางสังคม กล่าวว่า โครงการได้ดำเนินงานมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2568 โดยมุ่งยกระดับทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ (Reading Literacy) การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และการพัฒนากรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในปีการศึกษา 2568 และต่อเนื่องสู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในปีการศึกษา 2569 ผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศทางการศึกษาอย่างเป็นระบบ
จากการดำเนินงานระยะ 9 เดือน จังหวัดเชียงใหม่มีฐานทุนสำคัญ ประกอบด้วย เครือข่ายความร่วมมือ หลักสูตรพัฒนาบุคลากร แพลตฟอร์มดิจิทัล เครื่องมือประเมิน ระบบนิเทศติดตาม และฐานข้อมูลผลลัพธ์ผู้เรียน อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดจากความแตกต่างของบริบทโรงเรียน ความพร้อมด้านอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ต ความต่อเนื่องในการใช้แพลตฟอร์ม รวมถึงการนำข้อมูลมาใช้เพื่อปรับการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนรายบุคคล
ผลการประเมินระยะที่ 1 พบว่า ผู้เรียนมีพัฒนาการด้าน Reading Literacy ชัดเจนกว่าด้าน Critical Thinking โดยมีผู้เรียนที่พัฒนาขึ้นด้านการอ่านคิดเป็นร้อยละ 57.69 ขณะที่ด้าน Critical Thinking มีผู้เรียนพัฒนาขึ้นร้อยละ 27.12 สะท้อนให้เห็นว่า “การคิดอย่างมีวิจารณญาณ” ยังคงเป็นประเด็นสำคัญ หรือ Pain Point ที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเจาะลึกมากขึ้น
สำหรับการดำเนินงานระยะที่ 2 จะต่อยอดจากฐานการดำเนินงานเดิม โดยมุ่งบูรณาการ AI เข้ากับกระบวนการเรียนการสอนและเนื้อหารายวิชาตามกรอบ AI-PACK พร้อมนำแนวคิด AI Feedback Loop มาใช้ในห้องเรียน ตลอดจนพัฒนาทีมหนุนเสริมผ่านกระบวนการ Coaching, Mentoring และ PLC/SLC รวมทั้งใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อยกระดับความฉลาดรู้ด้านการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณของผู้เรียนให้เกิดผลอย่างชัดเจนและยั่งยืนในระดับพื้นที่
ทั้งนี้ การประชุมมีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปผลการดำเนินงานโครงการระยะที่ 1 และชี้แจงแนวทางการดำเนินงานระยะที่ 2 รวมถึงสร้างความเข้าใจการใช้งานแพลตฟอร์ม FSE-CMU ทบทวนการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างการมีส่วนร่วมของนักเรียน (Student Engagement) ผ่านแพลตฟอร์ม “คาปิบ้าเรียน” และส่งเสริมการจัดทำคลิปวิดีโอเกี่ยวกับการนิเทศหนุนเสริม การนิเทศภายใน และกระบวนการจัดการเรียนรู้ เพื่อเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม YouTube
กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนตัวแทนกลุ่มสาระภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสังคมศึกษา จำนวนกว่า 300 คน จากหน่วยงานด้านการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยทีมนิเทศหนุนเสริมจากสถาบันอุดมศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ และศึกษานิเทศก์ จำนวน 40 คน
โครงการดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเชียงใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมทางการศึกษาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาครูและผู้เรียน พร้อมสร้างระบบติดตามและใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ อันจะนำไปสู่การยกระดับสมรรถนะของเด็กและเยาวชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง




ร่วมแสดงความคิดเห็น