ภาคเอกชนผนึกกำลังฟื้น “ปางช้างรวมมิตร” ปรับรูตส์ทัวร์ใหม่ ชูวิถีชาติพันธุ์–สปาช้าง

ภาคเอกชนผนึกกำลังฟื้น “ปางช้างรวมมิตร” ปรับรูตส์ทัวร์ใหม่ ชูวิถีชาติพันธุ์–สปาช้าง ดึงนักท่องเที่ยวกลับเชียงราย

ภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวผนึกกำลังฟื้นฟูการท่องเที่ยว “บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร” ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย หลังเผชิญวิกฤตต่อเนื่องทั้งโควิด-19 น้ำท่วมใหญ่ และปัญหาการปนเปื้อนของสารโลหะหนักในแม่น้ำกก ส่งผลให้นักท่องเที่ยวลดลงกว่า 70% ขณะที่ปางช้างซึ่งเคยมีช้างให้บริการกว่า 70 เชือก ปัจจุบันเหลือเพียง 9 เชือก เตรียมปรับเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ เพิ่มกิจกรรมวิถีชาติพันธุ์ นั่งช้างชมหมู่บ้าน และ “สปาช้าง” โดยหลีกเลี่ยงการนำช้างลงแม่น้ำกก หวังพลิกฟื้นให้กลับมาเป็น Destination สำคัญของเชียงรายอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 นางนงเยาว์ เนตรประสิทธิ์ นายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือเชียงราย พร้อมด้วยนายวิโรจน์ ชายา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชียงราย นายนรินทร์โชติ เมืองใจหล้า นายกสมาคมเครือข่ายท่องเที่ยว นายไกรสร กลับทวี ที่ปรึกษาสมาคม และอาจารย์จุมพล กิติสาร ประธานสมาพันธ์ชาติพันธุ์เชียงราย ให้การต้อนรับคณะผู้นำและผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ ลงพื้นที่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร เพื่อสำรวจศักยภาพและหาแนวทางฟื้นฟูการท่องเที่ยวในพื้นที่

คณะประกอบด้วย นายสัญญาพุฒิ เกิดบัณฑิต นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจภายในประเทศ (สทน.) นายกิติพงษ์ วิรุฬห์ศรี นายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ นายวรวุฒิ วรแสง กรรมการสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายณธัชพงศ์ อิสี ประธานชมรม Agents Club สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) รวมถึงคณะผู้ประกอบการท่องเที่ยวจากจังหวัดตรัง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และบริษัททัวร์ รวมประมาณ 30 คน

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีนายโอฬาร ปัญโญภาส รองนายกเทศมนตรีตำบลแม่ยาว ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มแม่บ้านทอผ้า ผู้ประกอบการปางช้าง กลุ่มรถ ATV และพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง อาข่า และม้ง ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมนำเสนอวิถีชีวิต ผลิตภัณฑ์ชุมชน และกิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่

นางนงเยาว์ กล่าวว่า บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตรเคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเชียงรายและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองและมีจุดขายทั้งวิถีชีวิตชาติพันธุ์กะเหรี่ยง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การทอผ้า การเดินป่า รถ ATV และกิจกรรมเกี่ยวกับช้าง

แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชุมชนต้องเผชิญวิกฤตต่อเนื่อง ตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 ตามด้วยน้ำท่วมใหญ่ในปี 2567 ซึ่งสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนและพื้นที่ท่องเที่ยวจำนวนมาก ก่อนจะได้รับผลกระทบจากประเด็นการปนเปื้อนของสารโลหะหนักในลำน้ำกก ทำให้นักท่องเที่ยวลดลงกว่า 70% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการและคนในชุมชน

“ปางช้างที่เคยมีช้างกว่า 70 เชือก ปัจจุบันเหลือเพียง 9 เชือก ขณะที่บ้านเรือนหลายหลังได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมและต้องก่อสร้างขึ้นใหม่ จึงจำเป็นต้องช่วยกันฟื้นฟูทั้งด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว” นางนงเยาว์ กล่าว

สำหรับแนวทางการฟื้นฟู สมาคมฯ เตรียมผลักดันบ้านกะเหรี่ยงรวมมิตรและบ้านยางคำนุ ซึ่งตั้งอยู่คนละฝั่งแม่น้ำกก ให้เป็นหนึ่งใน 20 ชุมชนของจังหวัดเชียงราย ภายใต้โครงการ Learning Cities Knowledge Link Tourism ของสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย เพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวด้านวิถีชีวิต ชาติพันธุ์ล้านนา การค้า และงานหัตถกรรม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ผ้าทอกะเหรี่ยง

นอกจากนี้ จะมีการออกแบบและประชาสัมพันธ์ “รูตส์ทัวร์” หรือเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยปรับกิจกรรมเกี่ยวกับช้างให้สามารถท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องนำช้างลงแม่น้ำกก เน้นการนั่งช้างชมวิถีชีวิตและชุมชน รวมถึงกิจกรรม “สปาช้าง” บริเวณลำห้วยหรือแหล่งน้ำที่เหมาะสมและไม่ใช่แม่น้ำกก ตลอดจนกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการดูแลช้าง เช่น การใช้สบู่ช้างและช่วยขัดถูตัวช้าง ภายใต้การดูแลของผู้ประกอบการและควาญช้าง

นางนงเยาว์ กล่าวอีกว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยมีบริษัททัวร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงผู้ประกอบการจากอินโดนีเซีย แสดงความสนใจที่จะนำนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนบ้านกะเหรี่ยงรวมมิตรอีกครั้ง ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ผ้าทอกะเหรี่ยงก็ได้รับความสนใจ มีผู้ประกอบการสั่งทำกระเป๋าผ้าทอเพื่อใช้เป็นของขวัญและของที่ระลึก ถือเป็นโอกาสในการสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน

“วันนี้ชาวบ้านมีความดีใจและพร้อมที่จะกลับมาพัฒนาหมู่บ้านอีกครั้ง เราต้องการให้บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตรกลับมาเป็นหมุดหมายด้านการท่องเที่ยวของเชียงราย ทั้งในเรื่องวิถีชาติพันธุ์ เส้นทางทัวร์ช้าง งานทอผ้า การเดินป่า และกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงชุมชน เชื่อว่าหากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดัน จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและทำให้ที่นี่กลับมาเป็น Destination สำคัญของเชียงรายได้อีกครั้ง” นางนงเยาว์ กล่าว.

ร่วมแสดงความคิดเห็น