วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลท่าจำปี อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ต่างพากันออกจับปูนาในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม ซึ่งถือเป็นฤดูกาลสำคัญของการทำน้ำปู๋ เนื่องจากปูนามีขนาดโตเต็มวัยและมีความมัน เหมาะสำหรับนำมาแปรรูปเป็นน้ำปู๋ตามสูตรพื้นบ้าน น้ำปู๋ หรือน้ำปู ถือเป็นภูมิปัญญาการถนอมอาหารของชาวล้านนา โดยนำปูนามาผ่านกระบวนการบด คั้น และเคี่ยวจนได้น้ำปู๋ที่มีลักษณะเข้มข้น สีดำ และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว สามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน และนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู
สำหรับขั้นตอนการทำน้ำปู๋ ชาวบ้านจะนำปูนาที่จับได้มาแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน เพื่อให้ดินโคลนและสิ่งสกปรกหลุดออก ก่อนนำมาล้างให้สะอาด จากนั้นนำไปบดรวมกับสมุนไพรและวัตถุดิบตามสูตรของแต่ละครัวเรือน อาทิ ใบฝรั่ง ใบมะกอก ตะไคร้ และใบย่านาง ก่อนนำมาคั้นเอาน้ำปู๋แล้วพักไว้ประมาณ 1 คืน จึงนำส่วนผสมไปเคี่ยวด้วยไฟอย่างต่อเนื่อง ใช้เวลาประมาณ 7-10 ชั่วโมง ระหว่างเคี่ยวต้องคอยคนและควบคุมไฟอย่างเหมาะสม จนน้ำค่อยๆ งวดและเปลี่ยนเป็นเนื้อเข้มข้น ก่อนพักให้เย็นแล้วนำไปบรรจุภาชนะ สามารถเก็บไว้รับประทานได้นานหลายเดือน หรือแบ่งบรรจุจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับครอบครัว
หนึ่งในเมนูยอดนิยมที่นำ น้ำปู๋มารับประทาน คือ ข้าวอั่วน้ำปู๋ โดยนำข้าวเหนียวร้อนๆ มาปั้น ทำเป็นร่องตรงกลางแล้วใส่น้ำปู๋ลงไป ก่อนพับข้าวเหนียวประกบกัน รับประทานได้ทันที ให้รสชาติหอมมันจากปู ผสมกลิ่นสมุนไพรและรสชาติเข้มข้นแบบพื้นบ้าน นอกจากนี้ยังนิยมรับประทานคู่กับผักพื้นบ้านหรือผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะขาม ช่วยเพิ่มความอร่อย
ชาวบ้านตำบลท่าจำปี เปิดเผยว่า การทำน้ำปู๋จะเริ่มหลังจากเสร็จสิ้นการปลูกข้าว โดยช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคมถือเป็นช่วงที่เหมาะที่สุด เพราะปูนามีขนาดโตและมีความมันมาก เมื่อนำมาทำเป็นน้ำปู๋จะได้รสชาติและกลิ่นหอมเป็นพิเศษ โดยแต่ละครัวเรือนจะมีสูตรและวิธีการปรุงที่แตกต่างกัน ทำให้น้ำปู๋แต่ละแห่งมีรสชาติและเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ปัจจุบันน้ำปู๋จากชุมชนมีราคาจำหน่ายประมาณกิโลกรัมละ 450-500 บาท ส่วนแบบบรรจุกระปุกมีราคาตั้งแต่ประมาณ 50-200 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและปริมาณ สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับครัวเรือนในช่วงฤดูทำน้ำปู๋ได้อีกทางหนึ่ง




ร่วมแสดงความคิดเห็น