สว. กมธ. รับฟังปัญหามลพิษข้ามแดนชาวบ้านยื่นหนังสือขอช่วยแก้ปัญหา

คณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย พร้อมคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดน ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 28-29 สิงหาคม 2569 เพื่อติดตามผลกระทบจากปัญหามลพิษในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และลำน้ำสาขาที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ชาวบ้านชุมชนเกาะทราย อำเภอแม่สาย ยื่นข้อเรียกร้องขอให้ทบทวนแผนก่อสร้างผนังกั้นน้ำสายระยะยาว และขอให้ภาครัฐมีมาตรการเยียวยาและรองรับประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการ

การลงพื้นที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 คณะเดินทางมายังจังหวัดเชียงราย ก่อนเดินทางไปยังอำเภอแม่สาย เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์การนำเข้าและส่งออกสารเคมีและเครื่องจักรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำเหมืองแร่ ผ่านด่านศุลกากรแม่สาย เชียงแสน และเชียงของ

ในวันเดียวกัน ประเด็นผลกระทบจากโครงการก่อสร้างผนังกั้นน้ำสายระยะยาวในพื้นที่อำเภอแม่สาย ได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่ โดยก่อนหน้านี้ชาวบ้านชุมชนเกาะทราย หมู่ 7 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณฝั่งริมน้ำสาย ได้จัดประชุมหารือเกี่ยวกับผลกระทบจากแผนโครงการดังกล่าว

จากรายงานการประชุมเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ณ สำนักสงฆ์เกาะทราย ชาวบ้านได้หารือถึงความกังวลเกี่ยวกับการใช้พื้นที่และผลกระทบต่อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลจากการประชุมส่วนราชการเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมระยะยาว

ชาวบ้านส่วนใหญ่แสดงความประสงค์ให้ภาครัฐพิจารณามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาอย่างเหมาะสม เนื่องจากที่อยู่อาศัยและที่ดินของประชาชนบางส่วนไม่มีเอกสารสิทธิ์ จึงเกิดความกังวลต่ออนาคต หากต้องได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการ

ต่อมา ชาวบ้านชุมชนเกาะทรายฝั่งริมน้ำสาย ได้ทำหนังสือลงวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ถึงนายอนุชา ยอดเชียงคำ นายกเทศมนตรีตำบลแม่สาย ขอความอนุเคราะห์ทบทวนแผนโครงการก่อสร้างผนังกั้นน้ำสาย และขอให้มีมาตรการเยียวยาและจัดหาทางออกที่เหมาะสมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ชาวบ้านระบุในหนังสือว่า ไม่ได้มีเจตนาคัดค้านหรือขัดขวางการก่อสร้างผนังกั้นน้ำสายของภาครัฐ เนื่องจากเข้าใจว่าโครงการมีความสำคัญต่อการป้องกันอุทกภัยในระยะยาว และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่มีความกังวลว่าแบบโครงการที่เผยแพร่ต่อสาธารณะอาจใช้พื้นที่มากเกินความจำเป็น และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในชุมชนเป็นวงกว้าง
ข้อเรียกร้องสำคัญของชาวบ้าน คือ ขอให้มีการทบทวนรูปแบบและแนวทางก่อสร้างผนังกั้นน้ำ เพื่อให้ใช้พื้นที่เท่าที่จำเป็นและลดผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด

อีกประเด็นหนึ่งที่ชาวบ้านแสดงความกังวล คือเรื่องมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน โดยชาวบ้านระบุว่า จากข้อมูลที่ได้รับทราบเกี่ยวกับการนำเสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรี ทำให้ประชาชนบางส่วนเกิดความไม่มั่นใจเกี่ยวกับมาตรการรองรับผู้ได้รับผลกระทบ

ชาวบ้านจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณามาตรการเยียวยาและแนวทางช่วยเหลือที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะครัวเรือนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ สามารถมีที่อยู่อาศัยและดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างเหมาะสม
หลังจากนั้น คณะได้เดินทางไปยังฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 8 โครงการชลประทานเชียงราย โดยมีผู้แทนจาก Central Lab ร่วมเก็บตัวอย่างและตรวจวิเคราะห์ พร้อมรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การปนเปื้อนและผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม

ในการลงพื้นที่ คณะได้รับฟังผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน และผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงแนวทางการวิเคราะห์ความเสี่ยงของแหล่งน้ำที่ใช้ในภาคเกษตร โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ เกษตรกร และภาคประชาชนเข้าร่วมให้ข้อมูล

เกษตรกรจากหลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงราย อาทิ อำเภอเมืองเชียงราย เวียงชัย แม่จัน เวียงเชียงรุ้ง ดอยหลวง แม่สาย เชียงแสน เชียงของ และเวียงแก่น ได้ร่วมสะท้อนสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ พร้อมเสนอแนวทางการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงด้านการเกษตร แผนการเพาะปลูก และแนวทางรองรับผลผลิตทางการเกษตรในอนาคต
ต่อมาในวันที่ 29 สิงหาคม 2569 คณะได้เดินทางไปยังเรือนจำกลางจังหวัดเชียงราย เพื่อรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การใช้น้ำและการใช้ดินตะกอนจากแม่น้ำกกในการปลูกผัก โดยมี Central Lab ร่วมเก็บตัวอย่างเพื่อนำไปวิเคราะห์และประเมินความปลอดภัย

จากนั้น คณะได้เดินทางไปยังสำนักงานการประปาส่วนภูมิภาค สาขาเชียงราย เพื่อติดตามความคืบหน้าการจัดหาแหล่งน้ำดิบแห่งใหม่ทดแทนการใช้น้ำจากแม่น้ำกก รวมถึงรับฟังแผนการจัดหาและย้ายแหล่งน้ำของการประปาส่วนภูมิภาคในพื้นที่เชียงราย แม่สาย เชียงแสน และเวียงเชียงของ

ในช่วงบ่าย คณะได้ลงพื้นที่บริเวณหาดเชียงราย ริมแม่น้ำกก เพื่อรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนและผู้ประกอบการ รวมถึงการสาธิตและให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบกำจัดสารหนูและระบบเซนเซอร์อัจฉริยะเพื่อการบำบัดน้ำ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านเทคโนโลยีและองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

ต่อมา เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 29 สิงหาคม กลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสารปนเปื้อนในแม่น้ำจังหวัดเชียงราย ร่วมกับสภาเกษตรกรจังหวัดเชียงราย และเครือข่ายปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง จำนวนประมาณ 30 คน นำโดย ดร.สืบสกุล กิจนุกรณ์ อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ นายเกษม วงค์สุภา รองประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเชียงราย เดินทางมารวมตัวกันบริเวณสวนสาธารณะหาดนครเชียงราย หรือพัทยาน้อย ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย

กลุ่มประชาชนได้ยื่นหนังสือถึง นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ประธานคณะอนุกรรมาธิการแก้ปัญหาสารพิษข้ามพรมแดน เพื่อสะท้อนปัญหาและข้อเรียกร้องเกี่ยวกับผลกระทบจากสารปนเปื้อนในแม่น้ำ โดยยื่นหนังสือจำนวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย หนังสือจากสภาเกษตรกรจังหวัดเชียงราย กลุ่มผู้ประกอบการหาดเชียงราย และเครือข่ายปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง

นายภัทรพงษ์กล่าวว่า ข้อมูลและข้อเรียกร้องจากประชาชนในพื้นที่จะถูกนำไปวิเคราะห์และผลักดันผ่านกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติ รวมถึงการเสนอข้อมูลต่อรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
เขาระบุว่า คณะอนุกรรมาธิการพยายามผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเห็นว่าการดำเนินงานต้องมีความสอดคล้องกับขนาดและผลกระทบที่ประชาชนกำลังเผชิญ

หนึ่งในข้อเสนอสำคัญ คือการเพิ่มมาตรการตรวจสอบแหล่งกำเนิดแร่ที่นำเข้ามาในประเทศไทย โดยเสนอให้มีการเปิดเผยข้อมูลและพิกัดของเหมืองต้นทาง เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่าแร่ที่นำเข้ามามีความเชื่อมโยงกับพื้นที่ที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและแหล่งน้ำหรือไม่

นายภัทรพงษ์กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนอกพรมแดนได้ทั้งหมด แต่การกำหนดมาตรการควบคุมและตรวจสอบภายในประเทศเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ และอาจช่วยลดปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการขยายตัวของกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ยังมีการหารือกับหน่วยงานในจังหวัดเชียงราย กรมพัฒนาที่ดิน หน่วยงานด้านการเกษตร และโครงการชลประทาน เกี่ยวกับการจัดทำแผนที่การเพาะปลูกและแผนที่ความเสี่ยงด้านการเกษตร โดยจะนำข้อมูลจากหน่วยงานส่วนกลางและข้อมูลจากพื้นที่มาวิเคราะห์ร่วมกัน

สำหรับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการในพื้นที่หาดเชียงรายได้สะท้อนว่ารายได้และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก บางกิจการต้องลดหรือหยุดการดำเนินงาน ส่งผลต่อรายได้ของประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่

นายภัทรพงษ์กล่าวยืนยันว่า ข้อมูลจากประชาชนจะไม่ถูกปล่อยให้สูญหาย แต่จะถูกนำมาวิเคราะห์และประเมินทั้งในด้านผลกระทบ งบประมาณ และมาตรการที่จำเป็น เพื่อเสนอให้รัฐบาลนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาต่อไป

การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงครอบคลุมทั้งประเด็นมลพิษทางน้ำ ผลกระทบต่อภาคเกษตร การจัดหาน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ผลกระทบต่อผู้ประกอบการและเศรษฐกิจชุมชน ตลอดจนปัญหาผลกระทบจากโครงการป้องกันอุทกภัยในพื้นที่อำเภอแม่สาย ซึ่งประชาชนเรียกร้องให้ภาครัฐดำเนินโครงการควบคู่ไปกับมาตรการลดผลกระทบและดูแลผู้ได้รับความเดือดร้อนอย่างเหมาะสม

ร่วมแสดงความคิดเห็น