เด็กยุคนี้สายตาสั้นเพิ่ม แพทย์ มช. ชี้ การใช้เวลากลางแจ้งมากขึ้น ลดโอกาสการเกิดสายตาสั้น
ปัจจุบัน “สายตาสั้น” กลายเป็นปัญหาที่พบในเด็กมากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นปัญหาที่พบในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มีการคาดการณ์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2593 หรือ ค.ศ. 2050 เกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลกจะมีภาวะสายตาสั้น และประมาณ 1 ใน 10 คนจะมีสายตาสั้นรุนแรง
คำถามที่พ่อแม่หลายคนสงสัยคือ ทำไมเด็กยุคนี้จึงสายตาสั้นกันมากขึ้น? การเล่นมือถือเกี่ยวข้องจริงหรือไม่ และถ้าปล่อยให้สายตาสั้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จะส่งผลอย่างไรในอนาคต?
ไม่ใช่แค่พันธุกรรม แต่พฤติกรรมในชีวิตประจำวันก็มีส่วน
สาเหตุที่ทำให้เด็กสายตาสั้นเพิ่มขึ้น ไม่ได้มาจากพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตด้วย
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ เด็กออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งน้อยลง
นอกจากนี้ เด็กที่อ่านหนังสือมาก เรียนหนัก หรือใช้สายตาเพ่งมองสิ่งของในระยะใกล้เป็นเวลานาน พบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดสายตาสั้น โดยเฉพาะการเพ่งในระยะใกล้กว่า 25-30 เซนติเมตร
มีการศึกษาพบว่า ทุก ๆ 1 ปีที่เด็กเรียนหนังสือเพิ่มขึ้น ค่าสายตาสั้นอาจเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 0.18 หน่วย
อยู่แต่ในบ้าน ทำไมถึงเพิ่มความเสี่ยงสายตาสั้น?
หลายคนอาจคิดว่า การอยู่ในบ้านก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับสายตา แต่จริง ๆ แล้วการออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งมีความสำคัญต่อดวงตาของเด็ก
แสงธรรมชาติกลางแจ้งมีความสว่างมากกว่าแสงภายในอาคาร แม้จะเป็นวันที่มีเมฆมาก แสงธรรมชาติก็ยังมีความสว่างสูงกว่าในบ้านอย่างมาก
แสงธรรมชาติช่วยกระตุ้นให้ดวงตาสร้างสารบางชนิดที่มีส่วนช่วยควบคุมไม่ให้ลูกตายืดยาวผิดปกติ ดังนั้น หากเด็กอยู่แต่ในบ้านและได้รับแสงธรรมชาติน้อย ดวงตาก็อาจขาดกลไกตามธรรมชาติที่ช่วยควบคุมการยืดตัวของลูกตา
เพราะฉะนั้น การให้เด็กออกไปเล่นหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง จึงเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงสายตาสั้น
“เล่นมือถือทำให้สายตาสั้น” จริงหรือไม่?
คำตอบคือ มือถือมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ไม่ใช่สาเหตุเดียว
มีการศึกษาหลายงานพบว่า เด็กที่ใช้โทรศัพท์มือถือมาก มีโอกาสพบสายตาสั้นมากขึ้น โดยบางการศึกษาพบว่า ทุก ๆ 1 ชั่วโมงที่ใช้โทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นต่อวัน มีความสัมพันธ์กับโอกาสเกิดสายตาสั้นที่เพิ่มขึ้นประมาณ 21%
ในช่วงที่เด็กต้องกักตัวและเรียนผ่านหน้าจอในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ก็พบแนวโน้มที่ชัดเจนขึ้น โดยมีการศึกษาในนักเรียนกว่า 14,000 คน พบว่า เด็กที่เรียนผ่านหน้าจอตั้งแต่ 5 ชั่วโมงขึ้นไปต่อวัน มีโอกาสพบสายตาสั้นสูงขึ้นประมาณ 1.40 เท่า
สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการถือโทรศัพท์ใกล้เกินไป โดยเด็กบางคนถือโทรศัพท์ห่างจากตาน้อยกว่า 20 เซนติเมตร และจ้องหน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน
อย่างไรก็ตาม สายตาสั้นไม่ได้เกิดจากการจ้องหน้าจอเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการที่เด็กมีเวลาออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งน้อยลงด้วย
ที่สำคัญ ปัญหาสายตาสั้นในเด็กแถบเอเชียตะวันออกเกิดขึ้นรุนแรงมาตั้งแต่ก่อนที่โทรศัพท์มือถือจะได้รับความนิยม ดังนั้น การลดเวลาเล่นมือถือเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากเด็กยังไม่ได้เพิ่มเวลาออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง
แล้วดูทีวีใกล้ ๆ ทำให้สายตาสั้นหรือไม่?
การดูทีวีใกล้ ๆ อาจไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของสายตาสั้นอย่างชัดเจน เพราะโดยทั่วไปทีวีจะอยู่ห่างจากเด็กประมาณ 1-2 เมตรหรือมากกว่า
เมื่อเทียบกับการใช้โทรศัพท์มือถือ การดูทีวีหรือใช้เครื่องฉายภาพจึงอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับดวงตา เพราะเด็กไม่ได้ต้องเพ่งหน้าจอขนาดเล็กในระยะใกล้
แต่ถ้าพ่อแม่สังเกตว่า ลูกต้องเดินเข้าไปนั่งใกล้ทีวีมากผิดปกติ อาจไม่ใช่เพราะเด็กชอบดูใกล้ ๆ แต่อาจเป็นสัญญาณว่าเด็กเริ่มมองเห็นไม่ชัด และมีสายตาสั้นอยู่แล้ว
พ่อแม่สายตาสั้น ลูกจะต้องสายตาสั้นด้วยหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องเป็นเสมอไป แต่เด็กที่มีพ่อหรือแม่สายตาสั้นจะมีโอกาสเสี่ยงมากขึ้น
หากพ่อและแม่ไม่มีใครสายตาสั้น ลูกจะมีความเสี่ยงต่ำที่สุด
หากมีพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งสายตาสั้น ลูกจะมีโอกาสสายตาสั้นเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5-2 เท่า
และหากทั้งพ่อและแม่สายตาสั้น ลูกจะมีโอกาสสายตาสั้นเพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า เมื่อเทียบกับเด็กทั่วไป
อย่างไรก็ตาม แม้พันธุกรรมจะมีส่วนกำหนดความไวต่อการเกิดสายตาสั้น แต่ พฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมก็มีความสำคัญ และสามารถช่วยชะลอการเกิดสายตาสั้นออกไปได้
ใส่แว่นแล้วสายตาจะยิ่งสั้นจริงหรือ?
ไม่จริง
การใส่แว่นที่มีค่าสายตาตรงกับความเป็นจริง เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยให้เด็กมองเห็นได้ชัดเจน
ในทางกลับกัน การจงใจให้เด็กใส่แว่นที่มีค่าสายตาน้อยกว่าความเป็นจริง หรือไม่ยอมให้เด็กใส่แว่น บางการศึกษาพบว่าทำให้สายตาสั้นเพิ่มขึ้นเร็วและรุนแรงขึ้นได้
ดังนั้น หากเด็กได้รับการตรวจและพบว่าต้องใส่แว่น ควรใส่แว่นตามค่าสายตาที่เหมาะสม ไม่ควรกลัวว่า “ใส่แว่นแล้วสายตาจะสั้นขึ้น”
สายตาสั้นมากขึ้น อันตรายกว่าที่คิด
หลายคนมองว่าสายตาสั้นเป็นเพียงเรื่องของการมองไม่ชัดและแก้ไขได้ด้วยการใส่แว่น แต่หากปล่อยให้สายตาสั้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อาจส่งผลต่อโครงสร้างของดวงตาในระยะยาว
เมื่อลูกตายืดยาวขึ้นและบางลงอย่างถาวร ความเสี่ยงของโรคตาบางชนิดก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า ทุกครั้งที่สายตาสั้นเพิ่มขึ้น 1 หน่วย ความเสี่ยงโรคจอประสาทตาเสื่อมเพิ่มขึ้นประมาณ 58% ความเสี่ยงจอประสาทตาหลุดลอกเพิ่มขึ้น 30% ความเสี่ยงโรคต้อหินเพิ่มขึ้น 20% และความเสี่ยงโรคต้อกระจกบางชนิดเพิ่มขึ้น 21%
จึงมีคำเตือนว่า “สายตาสั้นเพิ่มขึ้นทุก 1 หน่วย มีความหมาย”
เพราะหากสามารถชะลอไม่ให้สายตาสั้นเพิ่มขึ้นได้ 1 หน่วย ก็อาจช่วยลดโอกาสเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ถึง 37% และลดความเสี่ยงจอประสาทตาหลุดลอกได้ถึง 23%
แค่ไหนจึงเรียกว่า “สายตาสั้นรุนแรง”?
หากพิจารณาจากตัวเลขค่าสายตา ผู้ที่มีสายตาสั้นตั้งแต่ประมาณ 5 หน่วยขึ้นไป ถือว่าอยู่ในกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญ ส่วนเกณฑ์ของสถาบันสายตาสั้นสากลใช้ระดับ 6 หน่วยขึ้นไป ร่วมกับการมีความยาวของลูกตาตั้งแต่ 26 มิลลิเมตรขึ้นไป
นอกจากนี้ หากเด็กมีสายตาสั้นเพิ่มขึ้นเร็วมากกว่าครึ่งถึง 1 หน่วยภายใน 1 ปี ก็ถือว่าเป็นสายตาสั้นที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องปรับพฤติกรรม และอาจต้องพิจารณาการรักษาและติดตามอย่างใกล้ชิด
อีกกรณีหนึ่งคือ เด็กมีสายตาสั้นจนเกิดความผิดปกติภายในดวงตา เช่น จอประสาทตาเสื่อมหรือบริเวณด้านหลังของลูกตาเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรและต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด
พ่อแม่ช่วยป้องกันลูกสายตาสั้นได้อย่างไร?
สำหรับเด็กที่ยังไม่สายตาสั้น แต่มีความเสี่ยง สิ่งที่มีหลักฐานชัดเจนและสามารถทำได้ง่าย คือ
พาเด็กออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งวันละ 1-2 ชั่วโมง หรืออย่างน้อย 10-14 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
ไม่จำเป็นต้องเป็นการออกกำลังกายอย่างจริงจังเสมอไป อาจเป็นการเดินเล่น เล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ กลางแจ้ง เพื่อให้ดวงตาได้รับแสงธรรมชาติ
ส่วนเด็กที่มีสายตาสั้นแล้ว เป้าหมายสำคัญคือ ชะลอไม่ให้สายตาสั้นเพิ่มขึ้นเร็วเกินไป
ปัจจุบันมีวิธีช่วยชะลอสายตาสั้นหลายวิธี เช่น ยาหยอดตาชนิดหนึ่งที่ใช้ในความเข้มข้นต่ำ แว่นตาชนิดพิเศษสำหรับชะลอสายตาสั้น และคอนแทคเลนส์ชนิดพิเศษ โดยจักษุแพทย์จะพิจารณาวิธีที่เหมาะสมตามความรุนแรงและความเร็วในการเพิ่มขึ้นของสายตาสั้นของเด็กแต่ละคน
ยาหยอดตาช่วยชะลอสายตาสั้น
ยาหยอดตาชนิดหนึ่งที่ใช้ในความเข้มข้นต่ำ สามารถช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของสายตาสั้นได้ มีประสิทธิภาพดี ราคาไม่สูง และมีผลข้างเคียงค่อนข้างต่ำ
ผลข้างเคียงที่อาจพบในบางราย ได้แก่ ตามัวเล็กน้อยหรือรูม่านตาขยายเล็กน้อย แต่การใช้ยาต้องทำอย่างต่อเนื่อง และไม่ควรหยุดยาเองกะทันหัน
แว่นชนิดพิเศษช่วยชะลอสายตาสั้น
ปัจจุบันมีแว่นตาชนิดพิเศษหลายเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อช่วยชะลอการยืดตัวของลูกตา ซึ่งมีส่วนช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของสายตาสั้นในเด็ก
มีแว่นหลายรูปแบบ และบางกรณีสามารถใช้ร่วมกับยาหยอดตาได้ ทั้งนี้ แพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมของเด็กแต่ละคน
คอนแทคเลนส์ก็มีชนิดที่ช่วยชะลอสายตาสั้น
คอนแทคเลนส์ชนิดพิเศษอาจเหมาะกับเด็กที่เล่นกีฬาบ่อยหรือไม่สะดวกสวมแว่น มีทั้งแบบที่ใส่ในเวลากลางวัน และแบบพิเศษที่ใส่ตอนนอนเพื่อช่วยปรับความโค้งของกระจกตาชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม เด็กที่ใช้คอนแทคเลนส์ต้องให้ความสำคัญกับความสะอาดเป็นอย่างมาก และควรเลือกวิธีที่เหมาะสมร่วมกับคำแนะนำของจักษุแพทย์
พักสายตาแบบ “20-20-20” ช่วยได้ไหม?
หลักง่าย ๆ คือ ใช้สายตาใกล้ 20 นาที แล้วมองไกลประมาณ 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที
วิธีนี้ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตาและลดอาการตาล้าได้
นอกจากนี้ หากเด็กอ่านหนังสือ ทำการบ้าน หรือใช้หน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจให้พักสายตาโดยมองไกลประมาณ 5-10 นาที ทุก ๆ 30-45 นาที
จำกัดหน้าจอให้เหมาะกับวัย
คำแนะนำระบุว่า เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ควรหลีกเลี่ยงการดูหน้าจอในระยะใกล้
- เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ควรจำกัดเวลาใช้หน้าจอไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน
- ส่วนเด็กอายุ 5-12 ปี แนะนำให้ใช้หน้าจอไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน
และที่สำคัญ ไม่ควรดูแลเรื่องหน้าจอเพียงอย่างเดียว แต่ควรให้เด็กได้ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมอด้วย
อ่านหนังสือควรมีแสงสว่างเพียงพอ
การอ่านหนังสือในห้องที่มืดหรือสลัวไม่เหมาะกับดวงตา
บางสถาบันแนะนำว่า ห้องอ่านหนังสือหรือห้องทำการบ้านของเด็กควรมีความสว่างไม่น้อยกว่า 500 หน่วยของระดับความสว่าง รวมถึงชนิดและลักษณะของหลอดไฟก็อาจมีผลต่อความเหมาะสมในการใช้สายตา
พ่อแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเริ่มสายตาสั้น?
เด็กบางคนอาจไม่รู้ตัวว่าตัวเองมองไม่ชัด และอาจไม่ได้บอกพ่อแม่ ดังนั้นจึงควรสังเกตพฤติกรรมของลูก เช่น
- เดินเข้าไปดูทีวีใกล้กว่าปกติ
- ชอบก้มหน้าอ่านหนังสือหรือทำการบ้าน
- ถือโทรศัพท์หรือหน้าจอใกล้ตา
- ชอบหรี่ตาเพื่อมอง
- เอียงศีรษะหรือก้มคอเพื่อเพ่งมอง
- ผลการเรียนลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นว่ามองสิ่งต่าง ๆ ไม่ชัด
หากพบพฤติกรรมเหล่านี้ ควรพาเด็กไปตรวจสายตา
ตรวจสายตาเด็ก อย่าลืมเรื่องสำคัญ
การวัดสายตาในเด็กมีรายละเอียดที่สำคัญ เพราะเด็กสามารถเพ่งสายตาได้มาก ทำให้ผลการตรวจคลาดเคลื่อน และอาจตรวจพบว่าเด็กสายตาสั้น ทั้งที่จริง ๆ แล้วสายตาอาจอยู่ในเกณฑ์ปกติ
ดังนั้น การตรวจสายตาเด็กจึงจำเป็นต้องหยอดยาที่ช่วยลดการเพ่งก่อนวัดสายตา เพื่อให้ได้ค่าสายตาที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด
“สายตาสั้น” ไม่ใช่แค่เรื่องของแว่น
สายตาสั้นในเด็กอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก เพราะเพียงใส่แว่นก็ช่วยให้มองเห็นชัดขึ้น แต่สิ่งที่พ่อแม่ควรให้ความสำคัญคือ อย่าปล่อยให้ค่าสายตาสั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ติดตามดูแล
การพาเด็กออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง ลดการเพ่งหน้าจอในระยะใกล้ พักสายตาอย่างเหมาะสม จัดแสงสว่างให้เพียงพอ และหมั่นสังเกตความผิดปกติของการมองเห็น ล้วนเป็นสิ่งที่พ่อแม่สามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้
เพราะการดูแลสายตาของลูกตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ได้ช่วยเพียงให้เด็กมองเห็นชัดในวันนี้ แต่ยังเป็นการช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาสายตาที่รุนแรงในอนาคตด้วย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก :อ.พญ.ธัญญลักษณ์ จิวนารมณ์ อาจารย์ประจำหน่วยจักษุวิทยาเด็กและตาเข ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เรียบเรียง: นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว: งานสื่อสารองค์กร
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ติดตามผ่านทาง Facebook : https://cmu.to/Wz92O
#สายตาสั้น#สุขภาพน่ารู้ #ความรู้สุขภาพ #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช#หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU

ร่วมแสดงความคิดเห็น