เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ เมื่อปรากฏผู้เสียหายรายใหม่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งราย ซึ่งเป็นถึงทนายความอาชีพ โดยเธอได้ออกมาโพสต์ถ่ายทอดประสบการณ์เตือนภัยผู้บริโภค หลังเดินทางไปศูนย์การค้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 โดยมีเป้าหมายเพียงแค่ต้องการซื้อรองเท้าออกกำลังกาย แต่กลับถูกพนักงานร้านขายผลิตภัณฑ์บำรุงผิวดักเชิญชวนและดึงตัวเข้าไปภายในร้าน ก่อนจะถูกปิดการขายอย่างต่อเนื่องจนสูญเงินรวมกว่า 367,275 บาท
ผู้เสียหายเล่าเหตุการณ์ว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากพนักงานหน้าร้านนำสครับมาทดลองที่มือและพาตัวเข้าไปในร้าน โดยมีการเสนอขายสินค้าชิ้นแรกในราคาลดพิเศษประมาณ 2,275 บาท ซึ่งตนยอมจ่ายเพราะหวังว่าจะจบเรื่องเพื่อไปซื้อรองเท้าต่อ แต่พนักงานกลับแจ้งว่าได้รับสิทธิทำทรีตเมนต์ฟรีโดยไม่มีเงื่อนไขเพิ่มเติม เมื่อยอมทำทรีตเมนต์ไปได้เพียงครึ่งหน้า กลับมีพนักงานหลายคนรวมถึงชายชาวต่างชาติที่ถูกเรียกว่า “บอส” เข้ามาพูดคุยและนำเสนอขายสินค้าอย่างต่อเนื่อง มีการอ้างคุณสมบัติว่าผลิตภัณฑ์เป็นธรรมชาติ 100% ไม่มีสารเคมี พร้อมเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับการทำโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ที่สามารถยกกระชับใบหน้าได้ยาวนานถึง 5-10 ปี
จากสินค้าหลักพันได้ขยับไปสู่หลักหมื่นและหลักแสนอย่างรวดเร็ว โดยมีการเสนอขายชุดผลิตภัณฑ์หนึ่ง ในราคา 180,000 บาท และเครื่องดูแลผิวหน้า ซึ่งพนักงานกล่าวอ้างว่าราคาปกติ 425,000 บาท ลดพิเศษเหลือ 160,000 บาท แต่เมื่อตนแจ้งว่าวงเงินบัตรเครดิตเหลือเพียง 130,000 บาท พนักงานก็ปรับลดราคาลงมาให้เท่ากับวงเงินที่เหลือทันที โดยที่ยังไม่ได้ทดลองใช้งานเครื่องดังกล่าว นอกจากนี้ บรรจุภัณฑ์สินค้าหลายรายการยังถูกพนักงานเป็นผู้เปิดออกเองทั้งหมด ทำให้ยอดเงินตามใบเสร็จสูงถึง 363,000 บาท และเมื่อรวมยอดโอนกับรูดบัตรครั้งแรก ยอดรวมทั้งสิ้นพุ่งสูงถึง 367,275 บาท
หลังจากกลับถึงบ้าน ผู้เสียหายเริ่มสังเกตเห็นอาการผิดปกติบนใบหน้าที่มีความมันและมีสิวอักเสบเกิดขึ้น จึงได้นำผลิตภัณฑ์มาตรวจดูฉลากส่วนประกอบอย่างละเอียด และพบว่ามีสารเคมีหลายชนิด เช่น Phenoxyethanol, Dimethicone, Cyclopentasiloxane และน้ำหอม ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของพนักงานที่ระบุว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติล้วน ต่อมาในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ตนได้เดินทางกลับไปที่ร้านเพื่อขอคืนสินค้าและขอเงินคืน แต่ทางกรรมการบริษัทและร้านค้ากลับปฏิเสธการคืนเงินอย่างสิ้นเชิง โดยยินยอมเพียงให้เปลี่ยนเป็นสินค้าอื่นเท่านั้น
ทนายสาวผู้เสียหายเน้นย้ำว่า แม้ตนจะมีวิชาชีพเป็นทนายความ แต่ในวันเกิดเหตุตนเดินห้างในฐานะผู้บริโภคธรรมดาคนหนึ่งที่หลงเชื่อข้อมูลจากการเสนอขาย การออกมาโพสต์ครั้งนี้มิได้มีเจตนาปลุกระดมให้สังคมเข้าไปคุกคามร้านค้า แต่เป็นการใช้สิทธิของผู้บริโภคในการบันทึกข้อเท็จจริง และเตรียมนำหลักฐานทั้งใบเสร็จ บรรจุภัณฑ์ ข้อความสนทนา รวมถึงขอตรวจสอบกล้องวงจรปิด ยื่นเรื่องให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.), สคบ. และ อย. ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการโฆษณาเกินจริงและการกำหนดราคาขายต่อไป พร้อมฝากเป็นอุทาหรณ์ให้ประชาชนกล้าที่จะปฏิเสธและตั้งสติก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าราคาสูง


ร่วมแสดงความคิดเห็น