ชาวบ้าน 2 อำเภอ ในเชียงราย จับมือผนึกกำลัง! ชูธงคัดค้านโรงไฟฟ้าขยะ

ชาวบ้าน 2 อำเภอ ในเชียงราย จับมือผนึกกำลัง! ชูธงคัดค้านโรงไฟฟ้าขยะ เตือนสติชาวบ้านอย่าละเลยจน “สายเกินแก้”

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ที่บริเวณด้านหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย กลุ่มมวลชนและเครือข่ายประชาชนจาก อ.เทิง และ อ.พาน จ.เชียงราย รวมตัวแสดงพลังคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะในพื้นที่ โดยมีแกนนำจากทั้งสองอำเภอร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางและประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการปกป้องสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชุมชน

นายวรศิลป์ ขันทะลี อายุ 64 ปี แกนนำคัดค้านโรงไฟฟ้าขยะจาก ต.สันทรายงาม อ.เทิง เปิดเผยว่า ชาวบ้านสันทรายงามได้ต่อสู้คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าขยะมานานกว่า 4-5 ปี ทั้งในด้านเอกสารและการรวบรวมมวลชน การเดินทางมาร่วมมือกับชาว อ.พาน ในครั้งนี้ เพื่อร่วมกันแสดงพลังให้ผู้เกี่ยวข้องเห็นว่าประชาชนในพื้นที่ไม่ต้องการโรงไฟฟ้าขยะ และพร้อมจะจับมือต่อสู้ร่วมกันเพื่อความเป็นอยู่ของชาว จ.เชียงราย ทั้งใน อ.เทิง และ อ.พาน

ด้าน พ.ท.สมเจตน์ ช่างซอ อายุ 62 ปี แกนนำคัดค้านโรงไฟฟ้าขยะ อ.พาน กล่าวให้กำลังใจกลุ่มผู้ร่วมต่อสู้ พร้อมระบุว่า บทเรียนจาก ต.สันทรายงาม อ.เทิง ถือเป็นตัวอย่างสำคัญที่เตือนใจชาว อ.พาน โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 ตำบลหลักที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ ต.ทานตะวัน, ต.แม่เย็น และ ต.ม่วงคำ หากปล่อยปละละเลยหรือไม่ร่วมมือกันจริงจัง โครงการอาจคืบหน้าไปจนถึงขั้นทำสัญญากับเอกชนเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด เช่น โคราช ปราจีนบุรี หรือกาฬสินธุ์ ที่ชาวบ้านออกมาต่อสู้เมื่อโรงงานสร้างไปแล้วกว่า 70-80% ซึ่งถือว่าสายเกินไป

“เราสู้วันนี้ ดีกว่ามาสู้ในวันที่สายเกินแก้ ขอให้พี่น้องชาวเชียงรายทุกพื้นที่ผนึกกำลังกัน เพราะไม่ว่าจะเกิดโรงไฟฟ้าขยะขึ้นที่จุดใด ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็คือพี่น้องชาวเชียงรายด้วยกันทั้งสิ้น” พ.ท.สมเจตน์กล่าว

และในช่วงเช้าของวันนี้ ทางศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้อ่านคำพิพากษาในคดีที่กลุ่มทุน/นายทุน ยื่นฟ้อง พ.ท.สมเจตน์ ช่างซอ และ ทันตแพทย์ตรีวัฒน์ วงศ์ขุนสุวรรณ แกนนำภาคประชาชนผู้คัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะในพื้นที่ อ.พาน จ.เชียงราย ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ ยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าการออกมาแสดงความคิดเห็นและการเคลื่อนไหวคัดค้านของกลุ่มแกนนำ เป็นการติชมวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต และเป็นการกระทำเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะและสิ่งแวดล้อมของชุมชน ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน คดีจึงถือเป็นอันสิ้นสุด ไม่สามารถยื่นฎีกาได้อีก

พ.ท.สมเจตน์ เปิดเผยเกี่ยวกับกรณีนี้หลังฟังคำพิพากษาว่า รู้สึกยินดีและเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ที่ผ่านมาตนและกลุ่มแกนนำไม่เคยรู้สึกเกรงกลัวต่อการถูกฟ้องร้อง เพราะรู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปทำเพื่อส่วนรวม แม้จะมองว่าคดีนี้เป็นการฟ้องร้องเพื่อหวัง “ปิดปาก” ไม่ให้ประชาชนออกมาเคลื่อนไหวก็ตาม พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อสู้ร่วมกับพี่น้องประชาชนต่อไป

“การออกมาแสดงพลังของชาวบ้านเป็นการสู้เพื่อบ้านเกิด ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ดังนั้นเจ้าหน้าที่รัฐ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้มีกลุ่มอิทธิพลหรือการใช้อาวุธข่มขู่คุกคามชีวิตแกนนำและประชาชน รัฐต้องปราบปรามเรื่องนี้อย่างจริงจังเพื่อไม่ให้เกิดบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้องในสังคม” พ.ท.สมเจตน์ กล่าวทิ้งท้าย

แกนนำภาคประชาชน กล่าวระหว่างการรวมตัวว่า ข้าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตระหนักและคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดข้อสงสัยว่าเอื้อประโยชน์ให้นายทุนโดยไม่สนใจชาวบ้าน ซึ่งสังคมปัจจุบันมองเห็นปัญหาและคอร์รัปชันอย่างชัดเจน พร้อมเตือนว่าหากโครงการนี้เกิดขึ้นจริง จะส่งผลกระทบสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่ออำเภอพาน

จากนั้น แกนนำได้นำมวลชนร่วมกันชูมือและร่วมกันกล่าวคำปฏิญาณแสดงจุดยืนร่วมกันอย่างเข้มข้น โดยประกาศว่าหากไม่มีการสั่งยกเลิกหรือยุติโครงการโรงไฟฟ้าขยะดังกล่าว ชาวบ้านจากทุกตำบลสันทรายงาม อ.เทิง ทั้ง 3 ตำบลในพื้นที่ อ.พาน และพื้นที่ใกล้เคียง จะเดินทางมารวมตัวปักหลักชุมนุม ณ ศาลากลางจังหวัดเป็นประจำทุกเดือน จนกว่าจะมีคำสั่งยกเลิกโครงการอย่างเป็นทางการ

ร่วมแสดงความคิดเห็น