พี่ชายเหยื่ออุบัติเหตุแยกนางแล เปิดใจสุดเศร้า เผยอาจารย์หมอคู่กรณีเพิ่งโทรขอโทษหลังน้องเสียชีวิต ครอบครัวออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด ฝากความหวังทีมกฎหมาย มฟล. เดินหน้าคดี
วันที่ 2 ก.ย. 2569 นายอานันท์ อายุ 34 ปี พี่ชายของ น.ส.อัลฟาริน นักศึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) หนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อุบัติเหตุรถยนต์ของอาจารย์แพทย์พุ่งชนรถขณะที่จอดรอสัญญาณไฟแดงบริเวณแยกนางแล จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2569 เปิดเผยความคืบหน้าหลังน้องสาวเสียชีวิตว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุจนกระทั่งน้องสาวเสียชีวิต และตนเดินทางมารับศพพาน้องกลับบ้าน ทางฝ่ายอาจารย์แพทย์คู่กรณียังไม่ได้ติดต่อมาเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ช่วยเหลือ หรือเยียวยาค่าใช้จ่ายใดๆ โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมดครอบครัวต้องเป็นผู้จัดหาและออกเอง
นายอานันท์ เปิดเผยว่า เพิ่งมีเพียงการโทรศัพท์จากอาจารย์แพทย์คู่กรณีเข้ามาในช่วงเช้าของวันที่ 2 ก.ย. เพื่อแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องการชดใช้หรือการเยียวยาแต่อย่างใด
ภายหลังจากน้องสาวเสียชีวิต ครอบครัวได้มอบหมายให้ทีมทนายความของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นผู้ดำเนินการทางกฎหมายและจัดการเรื่องคดีทั้งหมดต่อไป
นายอานันท์ เปิดเผยถึงความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของครอบครัวว่า น.ส.อัลฟาริน เป็นเด็กที่ตั้งใจเรียน ก่อนหน้านี้สอบติดหลายคณะ ทั้งเทคนิคการแพทย์ วิศวกรรมการแพทย์ และโลจิสติกส์หลักสูตรนานาชาติ แต่ตัดสินใจสละสิทธิ์ทั้งหมด เพื่อเลือกเข้าเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เนื่องจากมีความตั้งใจแน่วแน่ว่าอยากเรียนให้จบเพื่อกลับมาดูแลพ่อแม่และหลานๆ
นายอานันท์ เล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ในวันเกิดเหตุช่วงเย็น น้องสาวได้โทรศัพท์มาหาครอบครัวเพื่อขอเงินไปรับประทานอาหารกับเพื่อนหลังเลิกเรียน ตนจึงเป็นคนโอนเงินไปให้ในช่วงเวลาประมาณ 18.30–19.00 น. โดยไม่มีใครคาดคิดว่านั่นจะเป็นการโอนเงินและการพูดคุยกันครั้งสุดท้าย
กระทั่งช่วงค่ำ มารดาโทรศัพท์มาแจ้งด้วยความตกใจว่าน้องประสบอุบัติเหตุ ในตอนแรกทุกคนยังภาวนาและปลอบใจกันว่า น้องคงบาดเจ็บไม่มาก แต่เมื่อได้รับแจ้งว่าต้องรีบส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จนกระทั่งกลางดึก แพทย์ได้โทรศัพท์มาแจ้งข่าวร้าย ทำให้ทุกคนในครอบครัวถึงกับล้มพับ แขนขาอ่อนแรง และไม่สามารถรับมือกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันได้
“พ่อยังทำใจไม่ได้เลย เพราะเขาเป็นลูกสาวคนเล็กที่ชอบอ้อนพ่อและหอมแก้มพ่อทุกวัน พวกเราส่งเขามาเรียนเพื่อรอวันที่จะได้เห็นใบปริญญา แต่กลับต้องมารับใบอย่างอื่นแทน ทำใจยากมากจริงๆ” พี่ชายผู้เสียชีวิต กล่าว
นายอานันท์ ยังเปิดใจถึงความรู้สึกและความค้างคาใจต่อท่าทีของอาจารย์แพทย์คู่กรณีว่า หลังเกิดเหตุ ตนเดินทางมาเฝ้าดูอาการน้องสาวที่จังหวัดเชียงรายนานถึง 4–5 วัน แต่ตลอดระยะเวลาดังกล่าวกลับได้เจอและพูดคุยกับคู่กรณีเพียงครั้งเดียว เป็นการพูดคุยสั้นๆ ในวันแรกที่เดินทางไปถึงโรงพยาบาล
ขณะนั้นอาจารย์แพทย์คู่กรณีได้เข้ามาขอโทษและระบุว่าไม่ได้ตั้งใจ พร้อมรับปากว่าจะรับผิดชอบ จากนั้นมีการแลกเบอร์โทรศัพท์กันไว้ แต่หลังจากนั้นคู่กรณีกลับไม่เคยติดต่อกลับมาสอบถามอาการของน้องสาว หรือไถ่ถามความเป็นอยู่ของครอบครัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว
นายอานันท์ กล่าวว่า ตนจำเวลาได้อย่างแม่นยำว่า น้องสาวเสียชีวิตในเวลา 20.49 น. และหลังจากน้องเสียชีวิตได้ไม่ถึง 10 นาที อาจารย์หมอคู่กรณีจึงเดินทางมาหาที่โรงพยาบาล ในมุมมองของตนเชื่อว่า การเดินทางมาดังกล่าวไม่น่าจะเป็นการมาเยี่ยมไข้ตามปกติ เพราะเป็นเวลาเกือบ 21.00 น. ซึ่งผิดวิสัยการเยี่ยมผู้ป่วย และญาติควรจะต้องพักผ่อนแล้ว แต่คาดว่าน่าจะมีคนแจ้งข่าวว่าน้องเสียชีวิตแล้ว จึงรีบเดินทางมาโรงพยาบาลมากกว่า
“ถ้าอ้างว่าตกใจทำอะไรไม่ถูกในวันเกิดเหตุ ตนยังพอเข้าใจได้ แต่ผ่านไป 1-2 วันก็น่าจะตั้งหลักได้แล้ว หากมีเจตนาห่วงใยจริง อย่างน้อยก็น่าจะโทรมาสักคำว่าอาการน้องเป็นอย่างไรบ้าง ทางครอบครัวได้กินข้าวหรือยัง นั่นถึงจะเรียกว่าแสดงความจริงใจและความห่วงใยอย่างแท้จริง”นายอานันท์ กล่าว
พี่ชายผู้สูญเสียยังเล่าถึงน้องสาวด้วยน้ำเสียงสลดว่า น.ส.อัลฟาริน เป็นเด็กเรียนดี เก่ง กตัญญู และชอบทำกิจกรรม โดยเป็นตัวแทนของโรงเรียนมาโดยตลอด เมื่อเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัย น้องสาวยังพยายามหารายได้พิเศษด้วยการรับทำรายงานให้เพื่อน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว เนื่องจากครอบครัวมีอาชีพรับจ้างทั่วไปและทำสวนยางพารา
นายอานันท์ กล่าวว่า ตนและน้องๆ ในครอบครัวต่างตั้งใจว่าจะช่วยกันทำงานเพื่อส่งเสียและสนับสนุนน้องสาวคนเล็กให้ได้เรียนสูงที่สุด และหวังว่าจะได้เห็นน้องเรียนจบ มีอนาคตที่ดี และกลับมาดูแลครอบครัว แต่ทุกอย่างกลับต้องมาจบลงก่อนวัยอันควรจากอุบัติเหตุครั้งนี้
สำหรับแนวทางการต่อสู้คดี นายอานันท์ กล่าวว่า แม้ครอบครัวจะมีความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินคดี แต่ยังคงไว้วางใจและฝากความหวังไว้กับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง รวมถึงทีมทนายความและสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เนื่องจากน้องสาวเป็นลูกศิษย์ของมหาวิทยาลัย และเชื่อมั่นว่ามหาวิทยาลัยจะไม่นิ่งนอนใจอย่างแน่นอน
“ผมยังมั่นใจในมหาวิทยาลัยว่าจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เพราะหมอก็เป็นบุคลากรของทางมหาวิทยาลัยด้วย และมั่นใจว่าสิ่งที่น้องเลือกเรียนนิติศาสตร์ที่นี่ คือสิ่งที่น้องตั้งใจและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองแล้ว” นายอานันท์ กล่าว
นอกจากนี้ นายอานันท์ ยังกล่าวขอบคุณประชาชน พลเมืองดี และอาจารย์ทุกท่านที่ช่วยส่งหลักฐาน รวมถึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียหายทั้ง 3 ครอบครัว หลังเกิดเหตุ โดยเฉพาะ “น้องไผ่หลิว” นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ซึ่งเป็นพลเมืองดีที่เข้าช่วยปั๊มหัวใจ (CPR) ในคืนเกิดเหตุ และยังเดินทางมาเยี่ยมครอบครัวผู้เสียชีวิต สร้างความซาบซึ้งใจให้กับครอบครัวเป็นอย่างมาก
นายอานันท์ เอ่ยปากชื่นชมน้องไผ่หลิวด้วยความซาบซึ้งใจ พร้อมยกให้เป็นฮีโร่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ และมองว่าน้องหลิวเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบและมีจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ โดยกล่าวในเชิงเปรียบเทียบว่า มีความรับผิดชอบและจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ “เก่งกว่าอาจารย์แพทย์คู่กรณีเสียอีก”

ร่วมแสดงความคิดเห็น