ACSC ช่วย 3 เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังโดนบังคับ-ข่มขู่ให้กุเรื่องหลอกผู้ปกครอง

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์​ (ACSC) ช่วย 3 เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังโดนบังคับ-ข่มขู่ให้กุเรื่องหลอกผู้ปกครองโอนเงินอ้างทุนเรียน สูญเงินนับล้านบาท

6 กันยายน 2569
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์
รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดเผยผลปฏิบัติการเข้าให้ความช่วยเหลือนักศึกษาที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์ข่มขู่ว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด พร้อมบังคับให้โอนเงินและทรัพย์สินมีค่า อ้างเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ไม่เช่นนั้นจะต้องถูกดำเนินคดี ซึ่งในวันที่ 2 ก.ย.2569 สามารถเข้าช่วยเหลือผู้เสียหายไว้ได้ 3 เคส ดังนี้

​เคสแรก เจ้าหน้าที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ประสานเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือนักศึกษาหญิง อายุ 19 ปี ถูกมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 แจ้งว่า มีบุคคลอื่นนำชื่อและหมายเลขบัตรประชาชนไปเปิดซิมการ์ดในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นและถูกนำไปใช้เป็นบัญชีม้า เพื่อสร้างความตกใจและความกังวลใจให้กับผู้เสียหาย จากนั้น มิจฉาชีพได้ทำการโอนสายไปยังบุคคลที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น พร้อมบังคับให้ผู้เสียหายเพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชัน “ไลน์” เพื่อวิดีโอคอลพูดคุย และในระหว่างการติดต่อมิจฉาชีพจะแต่งกายชุดเครื่องแบบตำรวจ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกดดันผู้เสียหายว่า มีส่วนพัวพันกับคดีฟอกเงินร้ายแรง บังคับให้โอนเงินที่มีอยู่ทั้งหมดในธนาคารเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ หากไม่อยากถูกดำเนินคดี นอกจากนี้ยังมีการสั่งให้เหยื่อตัดขาดการติดต่อจากบุคคลรอบข้าง ห้ามบอกเรื่องนี้ให้ครอบครัวเด็ดขาด

​ด้วยความตกใจและกลัว ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อและทำรายการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารของตนเองไปยังบัญชีม้าของกลุ่มมิจฉาชีพหลายครั้ง ได้แก่ ครั้งแรกโอนไปจำนวนเงิน 85,000 บาท, ครั้งที่สอง จำนวน 9,995 บาท, ครั้งที่สาม ถึงครั้งที่ห้า ผู้เสียหายโอนเงินออกไปครั้งละจำนวน 50,000 บาท ต่อมา ครั้งที่หก โอนไปอีกจำนวน 4,990 บาท จากนั้น ผู้เสียหายยังถูกมิจฉาชีพบังคับข่มขู่ให้โอนเงินอีกบัญชีเป็นเงินก้อนโตจำนวน 1 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมด 1,249,985 บาท ภายหลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.มีนบุรี เพื่อแจ้งความดำเนินคดีและเจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้ดำเนินการผ่านสายด่วน AOC 1441 เรียบร้อยแล้ว

เช่นเดียวกับ เคสที่สอง เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 69 เจ้าหน้าที่ ACSC ประสานตำรวจชุดสืบสวน สน.บุคคโล เข้าตรวจสอบและช่วยเหลือ ผู้เสียหายเป็นชาย อายุ 22 ปี เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ผู้เสียหายอยู่ในอาการตกใจ หลังถูกแก๊งมิจฉาชีพอ้างเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์ โทรมาข่มขู่ว่า เบอร์โทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า และมีการโอนสายให้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ปลอม) หลอกว่า ต้องดำเนินการแจ้งความและตรวจสอบเส้นเงิน ประกอบกับข่มขู่ว่า หากไม่ให้ดำเนินการจะมีคดีติดตัว ส่งผลกระทบต่ออนาคต ทั้งการทำงาน ทั้งการศึกษาต่อ และทำให้ครอบครัวเดือดร้อน แต่ผู้เสียหายยังไม่หลงเชื่อ และได้วางสายไป

​กระทั่ง มีเบอร์โทรศัพท์แปลก อ้างตัวเป็น “อาจารย์มหาวิทยาลัย” ที่ผู้เสียหายเคยศึกษา (ภายหลังผู้เสียหายให้การว่า ไม่รู้จักอาจารย์ตามชื่อที่แอบอ้าง) จากนั้น แจ้งข่าวว่า ผู้เสียหายได้รับทุนการศึกษาเรียนต่อต่างประเทศ แต่ต้องมีเงินเดินบัญชีตามจำนวนที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งให้ยืนยันคุณสมบัติต่างๆ พร้อมอ้างว่าสิ่งสำคัญคือ “ต้องไม่มีประวัติก่ออาชญากรรม” ด้านผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง จึงติดต่อกลับไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ปลอม) ที่คุยกันครั้งแรก และยอมติดต่อผ่านแอปพลิเคชัน “ไลน์” ที่ออกอุบายให้ผู้เสียหายหาสถานที่เงียบๆ อยู่เพียงคนเดียว ห้ามบอกเรื่องราวนี้กับใครเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นทุกคนจะโดนคดีไปด้วย ระหว่างที่พูดคุยกัน ได้บังคับ-ข่มขู่ให้ผู้เสียหายวิดีโอคอลกับตำรวจปลอมตลอดเวลา ก่อนจะทำทีว่าจะช่วยเรื่องคดีหากเป็นผู้บริสุทธิ์จริง ด้วยความกลัวจะถูกดำเนินคดีและจะไม่ได้รับทุน ผู้เสียหายจึงออกจากบ้าน เวลา09.00 น.วันเดียวกัน เพื่อไปเปิดห้องพักโรงแรมใกล้บ้าน ก่อนจะโทรศัพท์บอกผู้ปกครองว่า ได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่อต่างประเทศ พร้อมขอเงินจำนวน 1 ล้านบาท เพื่อแสดงยอดเงินในบัญชี (Statement)

​เมื่อมิจฉาชีพรู้ว่า ผู้เสียหายได้รับเงินจากผู้ปกครองแล้ว ก็สั่งให้ไปถอนเงินก้อนแรกจำนวน 600,000 บาท ที่ธนาคารภายในห้างสรรพสินค้าที่อยู่บริเวณใกล้เคียง โดยผู้เสียหายเดินทางไปถอนเงินที่ธนาคาร เมื่อเวลา 11.15 น. ของวันที่ 2 ก.ย.69 และโอนยอดจำนวน 595,000 บาท ไปยังบัญชีม้าตามที่มิจฉาชีพออกคำสั่ง ต่อมา เวลา 12.19 น. ผู้เสียหายถอนเงินอีก จำนวน 400,000 บาท ที่ธนาคารสาขาเดิม แต่ครั้งนี้ มิจฉาชีพสั่งให้ผู้เสียหายเดินทางไปที่ห้างสรรพสินค้าอีกแห่งย่านท่าพระ เพื่อโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปยังบัญชีม้า รวมยอดความเสียหาย 995,000 บาท

เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านี้ ยังบังคับต่อเนื่องว่าต้องใช้เงินเพิ่มในการแสดงความบริสุทธิ์อีก 500,000 บาท โดยผู้เสียหายโทรศัพท์ไปขอเงินจากผู้ปกครองอ้างว่า ต้องใช้เงินจำนวนนี้เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับศึกษาต่อต่างประเทศ แต่ในขณะที่พ่อของผู้เสียหายทำการโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ของธนาคารโทรศัพท์เข้ามาสอบถามถึงการโอนเงินยอดจำนวนมากหลายครั้ง และแจ้งกับพ่อของผู้เสียหายว่า อาจจะกำลังถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวง จึงไม่ได้มีการโอนยอดเงินจำนวนนี้ออกไป และรีบขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ให้ช่วยเหลือลูกชายซึ่งเป็นผู้เสียหาย ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจพาผู้เสียหายเข้าแจ้งความที่สน.บุคคโลเพื่อดำเนินคดีต่อไป

ส่วนเคสที่ 3 เกิดขึ้นในวันเดียวกันเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 19.15 น. เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานตำรวจชุดสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย กรณีผู้เป็นป้า เข้าแจ้งว่า หลานชาย อายุ 19 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้มาขอให้โอนเงินให้จำนวน 100,000 บาท โดยอ้างว่าจะนำไปทำวีซ่าเพื่อเรียนต่อต่างประเทศตามที่อาจารย์แจ้งทางไลน์ แต่หลังจากโอนแล้วก็ไม่สามารถติดต่อหลานชายได้ เจ้าหน้าที่จึงเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบจนพบนักศึกษาผู้เสียหายพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ที่ถนนสวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร

จากการสอบถาม ผู้เสียหาย ให้การว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ปลอม) โทรศัพท์หลอกลวงว่า หมายเลขบัตรประชาชนถูกนำไปเปิดซิมการ์ดผิดกฎหมายที่จังหวัดระนอง และถูกข่มขู่ให้โอนเงินเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ดังกล่าว โดยจะส่งเงินดังกล่าว ให้ ปปง. ตรวจสอบ ประมาณไม่เกิน 1 ชั่วโมง จะโอนเงินคืน และออกใบยืนยันความบริสุทธิ์ให้ ด้วยความตกใจกลัวของผู้เสียหายจึงหลงเชื่อ และยอมติดต่อผ่านทางแอปพลิเคชัน “ไลน์” พร้อมสั่งห้ามบอกเรื่องราวนี้กับใครเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นทุกคนจะโดนคดีไปด้วย ระหว่างที่พูดคุยกัน ได้บังคับ-ข่มขู่ให้ผู้เสียหายวิดีโอคอลกับตำรวจปลอมตลอดเวลา และสั่งให้จดบันทึกการใช้ชีวิตประจำวันทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค.-1 ก.ย.69 เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน

ทั้งนี้ มิจฉาชีพออกอุบายให้ผู้เสียหายสร้างเรื่องว่าได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่อที่อังกฤษ เพื่อไปขอเงินจากผู้ปกครองในการตรวจสอบความบริสุทธิ์ โดยสร้างเรื่องให้ผู้เสียหายจดบันทึกตามเป็นบทพูดใจความว่า “ป้า ผมมีอะไรมาเซอร์ไพรส์ คือผมได้ทุนเรียนฟรี 100% ไปเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่อังกฤษ ผมต้องเอาเงินมาพักนอนในบัญชี เพื่อเดินสเตตเมนต์ แล้วไปขอแบงก์การันตีที่ธนาคาร นำมายื่นที่มหาวิทยาลัยไปทำเรื่องขอวีซ่า ขอยืมเงินป้า 250,000 บาท” นอกจากนั้น มิจฉาชีพยังกุเรื่องให้ผู้เสียหายใช้ตอบคำถามผู้ปกครองอีกด้วย

จนกระทั่งวันที่ 2 กันยายน 2569 ตั้งแต่ช่วงบ่าย ผู้เสียหายทำรายการโอนไปยังบัญชีธนาคารของผู้ต้องสงสัยหลายรายตามที่มิจฉาชีพบังคับ ได้แก่ ครั้งที่ 1 เวลา 14.27 น. โอน 200,000 บาท, ครั้งที่ 2 เวลา 14.33 น. โอน 20,000 บาท และครั้งที่ 3 เวลา 14.38 น. โอน 29,000 บาท, ครั้งที่ 4 เวลา 16.33 น. โอน 200,000 บาท และครั้งที่ 5 เวลา 16.36 น. โอน 49,999 บาท รวมยอดเงินที่สูญไปทั้งหมด 498,999 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจึงให้การช่วยเหลือผู้เสียหายซึ่งอยู่ในอาการเสียขวัญ และพาเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยน้องๆนักศึกษา อย่าหลงเชื่อพฤติกรรมของมิจฉาชีพในลักษณะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐต่างๆ โดยเฉพาะตำรวจ , ปปง. และ DSI โดยขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงจะไม่มีการโทรศัพท์มาหา, ไม่ส่งเอกสารราชการ รวมถึงหมายจับ และหมายเรียกต่างๆ ทางไลน์เด็ดขาด, ไม่มีการวิดีโอคอลเพื่อสอบสวนหรือขอข้อมูลหรือควบคุมตัว และที่สำคัญจะไม่มีการบังคับให้โอนเงิน หรือนำทรัพย์สินมีค่าไปให้ รวมไปถึงการให้ไปรับทรัพย์สินตามสถานที่ต่างๆ เพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์เด็ดขาด ดังนั้น หากพบพฤติกรรมในลักษณะข้างต้น ถือว่าเป็นมิจฉาชีพ 100 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ยังรวมไปถึง บุคคลที่อ้างตัวเป็นเครือข่ายโทรศัพท์หรือสถาบันการเงิน และธนาคารต่างๆ ที่ระบุว่าเบอร์โทรศัพท์ หรือบัญชีของคุณเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด หากได้รับสายในลักษณะนี้ และไม่แน่ใจ ขอให้ทำการตรวจสอบกลับไปยังต้นทางที่ถูกกล่าวอ้างอีกครั้ง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคุณ
ทั้งนี้ฝากถึงผู้ปกครองให้หมั่นสังเกตบุตรหลานของท่าน ว่ามีพฤติกรรมแปลกไป พยายามเก็บตัว หรือปลีกตัวจากที่บ้านหรือไม่ และหากพบว่าบุตรหลานมีการขอให้ท่านโอนเงินเพื่อเป็นค่าเทอม ค่าประกันการขอทุนการศึกษาเพื่อเรียนต่อต่างประเทศ ขอให้ท่านตรวจสอบกลับไปยังมหาวิทยาลัยหรือเจ้าของทุนฯที่ถูกกล่าวอ้างอีกครั้ง เพื่อความปลอดภัย และหากยังไม่มั่นใจว่ามีขบวนการสแกมเมอร์เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่หรือไม่ ขอให้รีบปรึกษาหรือแจ้งเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทร สายด่วน ศูนย์ AOC 1441 ทันที

“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน
ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”

ร่วมแสดงความคิดเห็น