แพทย์ มช. เตือน “หูดับ” อย่ารอดูอาการ! การได้ยินลดลงฉับพลัน อาจไม่ใช่แค่ขี้หูอุดตัน

“หูดับ” อย่ารอดูอาการ! แพทย์ มช. เตือน การได้ยินลดลงฉับพลัน อาจไม่ใช่แค่ขี้หูอุดตัน

เมื่อมีอาการได้ยินลดลงเฉียบพลัน สิ่งแรกที่แพทย์ต้องทำคือแยกให้ได้ว่าเป็นการได้ยินลดลงจาก การนำเสียงผิดปกติ (Conductive Hearing Loss หรือ CHL) หรือ ประสาทหูเสื่อม (Sensorineural Hearing Loss หรือ SNHL) เพื่อจะนำไปสู่การรักษาที่เหมาะสม

สาเหตุจากการนำเสียงผิดปกติเกิดจากปัญหาที่หูชั้นนอก แก้วหู หรือหูชั้นกลาง โดยบางสาเหตุสามารถแก้ไขได้ เช่น ขี้หูอุดตัน หรือการติดเชื้อในช่องหูและหูชั้นกลาง

แต่หากสาเหตุเกิดจากประสาทหูเสื่อมและมีอาการเฉียบพลันทันที ถือเป็นภาวะที่ต้องรีบวินิจฉัยและรักษาเพื่อเพิ่มโอกาสฟื้นตัวของการได้ยิน โดยแพทย์มักเรียกภาวะนี้ว่า “ภาวะประสาทหูดับเฉียบพลัน”

ภาวะประสาทหูดับเฉียบพลันคืออะไร?

ภาวะประสาทหูดับเฉียบพลัน (Sudden Sensorineural Hearing Loss หรือ SSNHL) เป็นภาวะที่ผู้ป่วยมีปัญหาการได้ยินลดลงแบบเฉียบพลันจากสาเหตุประสาทหูเสื่อม อาจเรียกว่า “หูตึงเฉียบพลัน” หรือ “หูดับเฉียบพลัน” ภาวะนี้มักเป็นเพียงข้างเดียวและเกิดขึ้นในเวลาอันสั้น

ส่วน หูตึงตามวัย (presbycusis) เป็นการเสื่อมของการได้ยินแบบประสาทหูเสื่อมเช่นกัน แต่ต่างกันที่การได้ยินจะค่อย ๆ ลดลงทีละน้อยตามอายุที่มากขึ้น มักเป็นทั้งสองข้างพร้อมกันและใช้เวลาหลายปีกว่าจะสังเกตเห็นได้ชัดเจน

อาการที่พบได้

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสังเกตเห็นการได้ยินที่ลดลงอย่างชัดเจนด้วยตนเอง มักเกิดขึ้นทันทีหรือภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน และมักเป็นเพียงข้างเดียว

อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ หูอื้อ มีเสียงดังในหู (tinnitus) รู้สึกแน่นหรืออุดตันในหู บางครั้งผู้ป่วยอาจมีอาการเพียงหูอื้อหรือเสียงดังในหูที่เกิดขึ้นทันที โดยที่ไม่รู้สึกว่าได้ยินลดลง ก็ถือเป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม

ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 30–60 มีอาการเวียนศีรษะหรือบ้านหมุนร่วมด้วย อาการเวียนศีรษะอาจเกิดขึ้นก่อน ขณะ หรือหลังจากช่วงที่การได้ยินลดลง และการมีอาการเวียนศีรษะร่วมด้วยมักบ่งชี้ว่าโรครุนแรงกว่า และมีแนวโน้มที่การได้ยินจะฟื้นตัวกลับมาได้ยากกว่าผู้ที่ไม่มีอาการเวียนศีรษะ

อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยที่มีการได้ยินลดลงแบบเฉียบพลันร่วมกับอาการเวียนศีรษะรุนแรง แพทย์มักจะประเมินอาการทางระบบประสาทอื่น ๆ เพิ่มเติม เพราะอาการดังกล่าวอาจเกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ได้

สาเหตุของภาวะประสาทหูดับเฉียบพลัน

ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 90 ไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ แม้ตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุอย่างครบถ้วนแล้ว มีผู้เสนอสมมติฐานไว้หลายประการ เช่น การอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส ความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหูชั้นใน หรือปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันต่อเนื้อเยื่อหูชั้นใน แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันกลไกที่แน่นอน

ภาวะประสาทหูดับเฉียบพลันที่ตรวจเพิ่มเติมแล้วไม่พบสาเหตุ จะเรียกว่า “โรคประสาทหูดับเฉียบพลันแบบไม่ทราบสาเหตุ” (idiopathic SSNHL)

ในผู้ป่วยส่วนน้อยที่ตรวจพบสาเหตุ อาจเกี่ยวข้องกับเนื้องอกของเส้นประสาทหู (vestibular schwannoma) โรคหลอดเลือดสมอง การได้รับเสียงดังหรืออุบัติเหตุที่หู ยาที่เป็นพิษต่อหู การติดเชื้อบางชนิด เช่น ไวรัสงูสวัด ซิฟิลิส โรคภูมิคุ้มกันทำลายหูชั้นใน และโรคทางพันธุกรรมบางชนิด ด้วยเหตุนี้แพทย์จึงอาจตรวจเพิ่มเติมเพื่อคัดกรองหรือเมื่อสงสัยสาเหตุจากโรคเหล่านี้

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันชัดเจนว่าความเครียดหรือการพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นสาเหตุโดยตรงของโรคประสาทหูดับเฉียบพลันแบบไม่ทราบสาเหตุ ส่วนโรคประจำตัวบางชนิด เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง พบว่ามีความสัมพันธ์กับการฟื้นตัวของการได้ยินที่แย่กว่าในผู้ป่วยบางกลุ่ม แต่ความสัมพันธ์นี้ยังไม่ชัดเจนพอจะสรุปเป็นสาเหตุโดยตรง จึงไม่แนะนำให้ตรวจเลือดคัดกรองแบบเหมารวมในผู้ป่วยทุกราย เพราะไม่ช่วยเปลี่ยนแปลงแนวทางการรักษาหรือผลลัพธ์

เมื่อมีอาการควรทำอย่างไร?

ผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้กับภาวะประสาทหูดับเฉียบพลัน ควรได้รับการตรวจประเมินโดยแพทย์ ภายใน 14 วันนับจากวันที่เริ่มมีอาการ เพื่อยืนยันการวินิจฉัย การวินิจฉัยได้เร็วทำให้เพิ่มโอกาสรักษาให้ได้ผลดีมากขึ้น

เนื่องจากช่วงเวลาที่การรักษาจะได้ผลดีมีจำกัด การรอดูอาการเองโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยอาจทำให้พลาดโอกาสฟื้นตัวของการได้ยิน อีกทั้งอาจพลาดการตรวจพบสาเหตุที่ร้ายแรงซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลเฉพาะทางโดยเร็ว

ควรไปพบแพทย์ทันทีหากมีการได้ยินลดลงเฉียบพลันร่วมกับลักษณะที่อาจบ่งชี้ถึงโรคทางสมองหรือระบบประสาทที่ร้ายแรง ได้แก่ การได้ยินลดลงทั้งสองข้างพร้อมกันแบบเฉียบพลัน อาการทางระบบประสาท เช่น เวียนศีรษะรุนแรง ปวดศีรษะรุนแรง มองเห็นภาพซ้อน พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรงหรือชา และเดินเซ

การวินิจฉัย

แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และส่องดูภายในช่องหู หากตรวจร่างกายปกติร่วมกับประวัติที่สงสัยภาวะดังกล่าว แพทย์จะส่งตรวจการได้ยินมาตรฐาน (audiometry) เพื่อยืนยันการวินิจฉัย และใช้ผลการได้ยิน (audiogram) เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับติดตามผลการรักษาต่อไป

แม้ว่ามากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยภาวะประสาทหูดับเฉียบพลันจะไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด แต่แพทย์มักส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินสาเหตุจากเนื้องอกของเส้นประสาทหู (vestibular schwannoma) ที่อาจพบได้ประมาณร้อยละ 2.7–10 ของผู้ที่มีภาวะประสาทหูดับเฉียบพลัน โดยใช้การตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง (auditory brainstem response หรือ ABR) เพื่อคัดกรองเบื้องต้น หรือใช้การตรวจภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) บริเวณเส้นประสาทหูที่มีความไวสูงและแม่นยำกว่า

ผู้ป่วยบางรายอาจถูกส่งตรวจหาสาเหตุอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น การเจาะเลือดเพื่อหาการติดเชื้อซิฟิลิส ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด เป็นต้น

แนวทางการรักษา

เนื่องจากภาวะประสาทหูดับเฉียบพลันโดยส่วนใหญ่เป็นแบบที่ไม่ทราบสาเหตุ การรักษาหลักในปัจจุบัน คือ การให้ยาสเตียรอยด์ ซึ่งมีทั้งแบบรับประทาน ฉีดเข้าเส้นเลือด หรือฉีดเข้าหูชั้นกลาง

การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าหูชั้นกลางจะเหมาะกับผู้ที่มีข้อห้ามในการใช้สเตียรอยด์แบบรับประทาน เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมได้ไม่ดี แผลในกระเพาะอาหาร เป็นต้น โดยในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังมีอาการ การให้ยาสเตียรอยด์ยังถือเป็นทางเลือกในการรักษา

อย่างไรก็ตาม หากมีอาการมาแล้ว 2–6 สัปดาห์ แต่การได้ยินยังไม่ฟื้น การฉีดสเตียรอยด์เข้าหูชั้นกลางถือเป็นการรักษาหลัก และเป็นคำแนะนำจากแนวทางเวชปฏิบัติ (guideline) ที่มีน้ำหนักหลักฐานชัดเจนว่าช่วยเพิ่มโอกาสการฟื้นตัวของการได้ยินได้มากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการรักษาทางเลือกด้วยการให้ยาสเตียรอยด์ร่วมกับการให้ออกซิเจนแรงดันสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy หรือ HBOT) โดยมีข้อมูลบางส่วนสนับสนุนว่าอาจช่วยให้การได้ยินฟื้นตัวดีขึ้น แต่หลักฐานประสิทธิภาพยังไม่ชัดเจนมากนัก

สำหรับการรักษาด้วยยาอื่น ๆ นั้น จากแนวทางเวชปฏิบัติพบว่ายังไม่มีหลักฐานสนับสนุนประสิทธิภาพชัดเจน และอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงโดยไม่จำเป็น

การเริ่มรักษาเร็วมีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์การฟื้นตัวของการได้ยินที่ดีกว่า ดังนั้น หากมาพบแพทย์ช้า ผลการรักษาอาจแตกต่างกันอย่างมาก

ใครบ้างที่มีความเสี่ยง?

แนวทางเวชปฏิบัตินี้ครอบคลุมผู้ป่วยผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป โดยรวมแล้วในสหรัฐอเมริกาพบผู้ป่วยใหม่ปีละประมาณ 5–27 คนต่อประชากร 100,000 คน หรือคิดเป็นผู้ป่วยรายใหม่ราว 66,000 รายต่อปี และอาจพบสูงกว่านี้ในบางประเทศ

ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ใหญ่ในทุกช่วงวัย ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น แม้สาเหตุบางอย่าง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง มักพบมากขึ้นตามอายุ แต่โรคประสาทหูดับเฉียบพลันแบบไม่ทราบสาเหตุสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ใหญ่ในทุกช่วงอายุ ไม่ว่าจะมีโรคประจำตัวหรือไม่ก็ตาม จึงไม่ควรละเลยอาการเพียงเพราะคิดว่าตนเองอายุยังน้อย

แม้จะยังไม่มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่าการใช้หูฟังหรืออยู่ในที่เสียงดังเป็นสาเหตุหลักของโรคประสาทหูดับเฉียบพลันแบบไม่ทราบสาเหตุ แต่การได้รับเสียงดังมากเป็นระยะเวลานาน ถือเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการได้ยินลดลงจากประสาทหูเสื่อม ดังนั้น การหลีกเลี่ยงเสียงดังเกินไปหรือการใช้หูฟังเสียงดังต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงเป็นปัจจัยที่ควรระมัดระวังเพื่อสุขภาพหูโดยรวม

การป้องกันและข้อคิดฝากถึงประชาชน

เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จึงยังไม่มีวิธีป้องกันการเกิดโรคนี้โดยตรงที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน

สิ่งที่ทำได้คือการดูแลสุขภาพหูโดยทั่วไป เช่น หลีกเลี่ยงเสียงดังเกินไป ระมัดระวังการใช้ยาที่อาจเป็นพิษต่อหูโดยไม่จำเป็น และควบคุมโรคประจำตัวอย่างเบาหวานหรือความดันโลหิตสูงให้อยู่ในเกณฑ์ดี

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การป้องกันผลเสียที่จะตามมา นั่นคือการรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุดเมื่อเกิดอาการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะช่วยลดโอกาสสูญเสียการได้ยินถาวรได้

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่าอาการหูอื้อหรือได้ยินลดลงกะทันหันเป็นเพียงอาการชั่วคราวจากขี้หูอุดตัน หวัด หรือความเหนื่อยล้า และจะหายไปได้เองโดยไม่ต้องพบแพทย์ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากปล่อยเวลาผ่านไปนานกว่าจะมาพบแพทย์ ซึ่งอาจทำให้พลาดช่วงเวลาที่การรักษาจะได้ผลดีที่สุดไปแล้ว

หากรู้สึกว่าการได้ยินลดลงอย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะข้างเดียว ไม่ว่าจะมีหูอื้อ แน่นหู หรือเวียนศีรษะร่วมด้วยหรือไม่ก็ตาม ควรไปพบแพทย์หูคอจมูกเพื่อเข้ารับการตรวจประเมินว่าเป็นภาวะประสาทหูดับเฉียบพลันหรือไม่ ยิ่งได้รับการวินิจฉัยและเริ่มการรักษาเร็วเท่าไร โอกาสที่การได้ยินจะฟื้นตัวกลับมาก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น อย่ารอดูอาการด้วยตนเองจนเวลาผ่านไปนานเกินไป

แหล่งอ้างอิง: Chandrasekhar SS, Tsai Do BS, Schwartz SR, Bontempo LJ, Faucett EA, Finestone SA, Hollingsworth DB, Kelley DM, Kmucha ST, Moonis G, Poling GL, Roberts JK, Stachler RJ, Zeitler DM, Corrigan MD, Nnacheta LC, Satterfield L. Clinical Practice Guideline: Sudden Hearing Loss (Update). Otolaryngol Head Neck Surg. 2019 Aug;161(1_suppl):S1-S45. doi: 10.1177/0194599819859885.

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: รศ.พญ.ศณัฐธร เชาวน์ศิลป์ อาจารย์ประจำภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เรียบเรียง: นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว: งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ติดตามผ่านทาง Facebook : https://cmu.to/D2IwZ

#หูดับ #หูดับฉับพลัน #การได้ยินลดลง #สุขภาพหู #สุขภาพน่ารู้ #ความรู้สุขภาพ #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช#หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU

ร่วมแสดงความคิดเห็น