การได้รับควันบุหรี่มือสองในวัยเด็ก เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอดเมื่อเป็นผู้ใหญ่
การศึกษาโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา พบว่า การได้รับควันบุหรี่มือสองในวัยเด็ก เพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งปอดในผู้ใหญ่ที่ไม่สูบบุหรี่ 2.25 เท่า
สถานการณ์การได้รับควันบุหรี่มือสองของเด็กไทย สูงในระดับที่น่าเป็นห่วง
เด็กและวัยรุ่นไทยอายุ 13-15 ปี 33.8% ยังได้รับควันบุหรี่มือสองจากในบ้านและ 38.6% ในสถานที่สาธารณะอื่นๆ
ขณะที่ในครัวเรือนที่มีเด็กอายุตำ่กว่า 5 ขวบ จำนวน 10 ครัวเรือน จะมี 2 ครัวเรือนที่มีการสูบบุหรี่ภายในบ้าน มี 3 ครัวเรือนที่สูบนอกตัวอาคารบ้าน และมี 5 ครัวเรือนที่ไม่มีคนสูบบุหรี่อาศัยอยู่ในบ้าน
และคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป 30% หรือประมาณ 15-16 ล้านคน ได้รับควันบุหรี่มือสอง ในบ้าน ที่ทำงานและสถานที่สาธารณะ
ในคนไทยที่ไม่สูบบุหรี่แต่เป็นมะเร็งปอด จึงมีความเป็นไปได้ว่า มะเร็งปอดเกิดจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง ตั้งแต่/ตลอดช่วงวัยเด็ก ที่ตัวเองไม่คิดว่ามีความสำคัญ
การซักประวัติการได้รับควันบุหรี่มือสองอย่างละเอียด ในคนไม่สูบบุหรี่ที่เป็นมะเร็งปอด จึงมีความสำคัญที่ต้องซักย้อนหลังไปตั้งแต่ช่วงเป็นเด็กและวัยรุ่น
ในคนทำงานก่อสร้าง โรงงานอุตสาหกรรม การได้รับสารเคมีในที่ทำงาน หากได้รับควันบุหรี่ด้วย ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปอดจะยิ่งเพิ่มขึ้น แม้จะไม่สูบบุหรี่
ส่วนมะเร็งปอดที่เกิดจากความผิดปกติของยีนส์ งานวิจัยประมาณว่า จะมีประมาณ 8-10% ของเคสที่เป็นมะเร็งปอดทั้งหมด แต่การเป็นมะปอดที่มีสาเหตุจากยีนส์ ส่วนใหญ่มีปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมเป็นตัวส่งเสริมด้วย จากสารเคมี ควันบุหรี่ มลพิษในอากาศ
วิธีลดโอกาสเกิดมะเร็งปอด ที่ดีที่สุด คือไม่สูบบุหรี่ทุกชนิด หนีห่างที่ที่มีคนสูบบุหรี่ทุกชนิด ซึ่งเป็นสิ่งที่แต่ละคนควบคุมได้
พยายามลดการได้รับมลพิษในอากาศจากแหล่งๆอื่นๆทั้งหมดให้มากที่สุด
สำคัญที่สุด ผู้ปกครองต้องตระหนักให้มากว่า ลูกหลานที่ได้รับควันบุหรี่มือสองที่ตัวเองสูบ เสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปอดเมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ แม้เขาจะไม่สูบบุหรี่
ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ 11 กันยายน 2569
อ้างอิง
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC2951599/
https://ayo.moph.go.th/ncd/file_upload/subblocks/59-04-26-GYTS-Strategy(2).pdf

ร่วมแสดงความคิดเห็น