เร็วปานสายฟ้าแลบ นายกอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะสสพรรคภูมิใจไทยและคณะ เสนอร่างกฏหมาย เพื่อเปลี่ยนระบบงบประมาณของ 4 กองทุน อันได้แก่ กองทุนไทยพีบีเอส สสส กองทุนกีฬาฯ และกองทุนผู้สูงอายุ จากภาษีบาปสุรายาสูบ จ่ายตรงไปที่กองทุน มาเป็นรับจากงบประมาณปกติ
จะขอกล่าวเฉพาะกองทุนสสส ถึงที่มาที่ไปของการนำภาษีบาปจ่ายตรงเข้ากองทุน มาเป็นงบประมาณของกองทุน
เพื่อให้คนที่กำลังคิดจะยกเลิกกองทุนจากภาษีบาป และสมาชิกรัฐสภา ประกอบการพิจารณาร่างกฏหมายที่พรรคภูมใจไทยจะเสนอเข้าสภาในเร็ววันนี้
ปีพ.ศ.2535 รัฐสภาผ่านพรบ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ และพรบ.คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ ปี 2536 รัฐบาลขึ้นภาษียาสูบเพื่อลดคนสูบบุหรี่
สำนักงานควบคุมยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขได้รับงบประมาณปีละ 10 ล้านบาท องค์กรที่ทำงานรณรงค์ไม่สูบบุหรี่นอกกระทรวง มีเฉพาะโครงการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ที่สนับสนุนโดยมูลนิธิหมอชาวบ้าน และสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย ที่สนับสนุนโดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ มีคนทำงานรวมกันแค่หยิบมือเดียว
ปี2537-8 เกิดกลุ่มที่คิดหาวิธีที่จะทำให้มีแหล่งงบประมาณ ที่จะมาสนับสนุนงานควบคุมยาสูบ ที่มีความต่อเนื่องและยั่งยืน
การค้นคว้าพบองค์กรที่นำภาษียาสูบมาใช้รณรงค์สร้างเสริมสุขภาพและควบคุมยาสูบของVicHealth ออสเตรเลีย ภายใต้หลักการ “ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย” Polluter pay principle เป็นนวตกรรมระบบงบประมาณสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ Innovative financing for health promotion ของโลก
ในช่วงเวลาเดียวกัน มีกลุ่มที่ผลักดันให้เกิดหลักประกันสุขถ้วนหน้าเพื่อให้บริการแก่คนป่วยโดยรัฐรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล
นำมาสู่การเกิดนโยบาย“สร้าง” คู่กับ “ซ่อมสุขภาพ” ด้วยหวังให้เกิดการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อลดจำนวนคนที่จะป่วย ที่จะเป็นภาระต่อระบบบริการ และงบประมาณของหลักประกันสุขภาพ ที่จะเพิ่มขึ้นเกินฐานะการเงินการคลังของประเทศ
ปี 2539 กระทรวงการคลัง ได้บรรจุ โครงการจัดตั้งองค์กรเอกชนเพื่อส่งเสริมสุขภาพ และ โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ไว้ใน“แผนแม่บทการเงินการคลังเพื่อสังคม” มีการตั้งคณะทำงานขึ้น 2 ชุดเพื่อศึกษาและผลักดันให้มีการออกกฏหมายรองรับทั้งสองโครงการ
กองทุนสร้างเสริมสุขภาพ ต้องการให้ได้แหล่งงบประมาณจากภาษีสุราและยาสูบที่เก็บเพิ่มขึ้น 2% จากภาษีสรรพสามิตที่เก็บอยู่เดิม 100% เพื่อความยั่งยืน มีจำนวนงบประมาณที่คาดการณ์ได้และต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับโครงการสร้างเสริมสุขภาพ
กองทุนฯ ได้รับการออกแบบให้เป็นองค์กรอิสระภายใต้การกำกับของรัฐ เพื่อป้องกันการแทรกแซงนโยบายหรือโครงการที่จะสนับสนุน จากฝ่ายบริหาร รัฐสภา หรือภาคธุรกิจ
การเปลี่ยนแหล่งงบประมาณจากที่หักตรงจากภาษีบาปส่งเข้ากองทุน โดยให้ไปรับจากขบวนการงบประมาณปกติ จะเกิดประเด็นปัญหาอย่างน้อยต่อไปนี้
•งบประมาณที่ได้รับ จะมีจำนวนที่ไม่ผันแปรเป็นรายปีหรือไม่
•งบประมาณจะถูกโยกไปใช้ในเรื่องอื่นหรือไม่
•จะมีการแทรกแซงจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในกระบวนการพิจารณางบประมาณหรือไม่
•โครงการสร้างเสริมสุขภาพที่มีระยะเวลายาวกว่าหนึ่ง-สอง-สามปีจะบริหารจัดการอย่างไร
ปัญหาต่างๆเหล่านี้ แต่ละปัญหาหรือรวมกัน มีความเสี่ยงที่จะทำให้นักวิชาการ ภาคประชาชน สมาคมวิชาชีพ องค์กรเอกชน ไม่อยากที่จะเสนอโครงการรับทุนจากกองทุน นำไปสู่การค่อยๆลดลงของโครงการสร้างเสริมสุขภาพ จนอาจนำไปสู่การยุบสำนักงานกองทุนในที่สุด
ขอบข่ายและประสิทธิ์ภาพงานสร้างเสริมสุขภาพที่ลดลง จะนำประเทศไทยกลับไปมีสภาพเหมือนก่อนมีกองทุนสสส ที่ไม่มีภาควิชาการ สมาคมวิชาชีพ ภาคประชาชน องค์กรเอกชน มาทำโครงการด้านสร้างเสริมสุขภาพ เพราะไม่มีหลักประกันแหล่งงบประมาณที่สมำ่เสมอ ไม่มีความต่อเนื่องยั่งยืนในการทำโครงการ ไม่สามารถที่จะยืดเป็นงานอาชีพได้
หลักการ“สร้าง” คู่กับ “ซ่อม” สุขภาพ ภาระหนักจะตกอยู่กับการซ่อมสุขภาพ
ภาระงบประมาณรักษาโรคของสปสช ที่จะยิ่งเพิ่มขึ้นเร็วขึ้นจากกลไกการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพที่อ่อนแอลง
แล้วฝ่ายที่รื้อระบบงบประมาณที่จัดตรงให้กองทุน จะภูมิใจที่ท่านได้ “รักษาวินัยการเงินการคลัง” บนความอ่อนแอของขบวนการสร้างเสริมสุขภาพได้หรือ
เมื่อปี2544 ที่วุฒิสภา พิจารณาร่างกฏหมายกองทุนสสส.มีวุฒิสมาชิกบางท่าน คัดค้านการจัดงบประมาณด้วยการส่งภาษีบาปตรงเข้ากองทุน
พูดว่า จัดงบแบบนี้ “ถูกโกงแน่ๆ” ผู้เขียนถามว่า “ท่านจะบอกว่าจัดงบแบบปกติ ไม่มีการถูกโกงหรือ”
พูดว่า จัดงบแบบส่งตรงเข้ากองทุน “ขัดวินัยการเงินการคลัง”
ผู้เขียนถามว่า “ท่านจะเลือกรักษาวินัยการเงินการคลัง หรือ รักษากลไกงบปร มาณที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้คนป่วย เสียชีวิตก่อนเวลาของคนไทย“
ขอส่งต่อคำถามตอบในสภาเมื่อ 25 ปีก่อน ถึงท่านที่เสนอร่างกฏหมาย และสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ที่จะพิจารณาร่างพรบที่จะให้กองทุนสสส เปลี่ยนไปรับงบประมาณปกติ
เวลาจะพิสูจน์ว่า การรักษา ”นวตกรรมระบบงบประมาณจากภาษีบาป“ของสสส กับ ”การรักษาวินัยการเงินการคลังด้วยการยกเลิกระบบที่เป็นอยู่“
ทางเลือกไหนจะส่งดีผลเสีย ต่อการสาธารณสุขของประเทศไทยมากน้อยกว่ากัน
ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ 4 ตุลาคม 2569
อดีตประธานคณะทำงานจัดตั้งกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2539 และกรรมาธิการพิจารณาร่างพรบ.กองทุนสสส สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ.2544

ร่วมแสดงความคิดเห็น