มช. เครือข่ายวิจัย IceCube ร่วมขับเคลื่อนงานวิจัยระดับโลก สู่ “รางวัลโนเบลฟิสิกส์ 2026”

มช. เครือข่ายวิจัย IceCube ร่วมขับเคลื่อนงานวิจัยระดับโลก สู่ “รางวัลโนเบลฟิสิกส์ 2026” เปิดประตูใหม่ให้มนุษย์ “อ่านจักรวาล” ผ่านนิวทริโน

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมแสดงความยินดีกับ Prof. Francis Halzen แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน–แมดิสัน สหรัฐอเมริกา ในโอกาสได้รับ รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ประจำปี 2026 จากผลงานวางรากฐานสำคัญของ IceCube Neutrino Observatory และการค้นพบนิวทริโนพลังงานสูงจากแหล่งกำเนิดทางดาราศาสตร์ ซึ่งเปิดมิติใหม่ของการศึกษาจักรวาล

ผ่านอนุภาคที่สามารถเดินทางข้ามห้วงอวกาศจากแหล่งพลังงานสูงมายังโลก

 แนวคิดของ Prof. Halzen ที่เสนอเมื่อปี พ.ศ. 2531 ในการใช้น้ำแข็งบริสุทธิ์ใต้ขั้วโลกใต้เป็นเครื่องตรวจวัดนิวทริโน ได้พัฒนาสู่ IceCube หอสังเกตการณ์ขนาดยักษ์ที่ใช้ปริมาตรน้ำแข็งราว 1 ลูกบาศก์กิโลเมตรเป็นเครื่องตรวจวัด โดยอาศัยแสงเชเรนคอฟจากปฏิสัมพันธ์ของนิวทริโนกับสสาร เพื่อวิเคราะห์พลังงานและทิศทางของอนุภาคเหล่านี้

 ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนักวิจัยจากหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ภายใต้โครงการความร่วมมือไทย–ไอซ์คิวบ์ ซึ่งดำเนินงานตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า  

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ โดยข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน–แมดิสัน เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2567 มีหน่วยงานไทย
ร่วมลงนาม ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

 ปัจจุบัน มช. มีบทบาททั้งใน IceCube และ IceCube-Gen2 ครอบคลุมงานวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล การสร้างแบบจำลอง การพัฒนาเครื่องมือ และการสร้างบุคลากร โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.วราภรณ์ นันทิยกุล ภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหัวหน้าโครงการความร่วมมือไทย–ไอซ์คิวบ์และผู้แทนสถาบันของ มช. ในความร่วมมือดังกล่าว

 ด้านงานวิจัย นักวิจัยและนักศึกษาของ มช. มีส่วนร่วมวิเคราะห์ข้อมูลจาก IceTop เครื่องตรวจวัดรังสีคอสมิกบนพื้นผิวแอนตาร์กติกา โดยศึกษาผลกระทบจากความดันบรรยากาศ อุณหภูมิ และหิมะสะสม เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการศึกษารังสีคอสมิกและกิจกรรมของดวงอาทิตย์

 ขณะเดียวกัน ผศ. ดร.ชนะ สินทรัพย์วโรดม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ร่วมปฏิบัติงานที่ขั้วโลกใต้ในโครงการ IceCube Upgrade ต่อเนื่อง 3 ฤดูกาล ระหว่างปี 2023/24–2025/26 ทั้งงานระบบเจาะน้ำแข็งและสนับสนุนการติดตั้งเครื่องตรวจวัด สะท้อนศักยภาพบุคลากรไทยในการทำงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมในสภาพแวดล้อมสุดขั้ว

 จากประสบการณ์ดังกล่าว มช. ยังเดินหน้าจัดเตรียม ห้องปฏิบัติการสำหรับประกอบและทดสอบโมดูลตรวจวัดแสง พร้อมพัฒนาบุคลากรผ่านการฝึกอบรมและการวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยชิบะและ Physical Sciences Laboratory ของ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน–แมดิสัน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้กลับมาต่อยอดในประเทศไทย

 อีกด้านหนึ่ง ความร่วมมือยังมุ่ง “สร้างคน” ควบคู่กับ “สร้างเครื่องมือ” ผ่าน IceCube Summer Student Program ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยทำงานวิจัยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก โดยในปี 2569 มีนักศึกษาจาก มช. ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการด้วย

 รางวัลโนเบลของ Prof. Halzen จึงไม่ใช่เพียงบทพิสูจน์ของวิสัยทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นแรงส่งให้ความร่วมมือ IceCube และ IceCube-Gen2 เดินหน้าต่อ สำหรับประเทศไทย นี่คือพื้นที่แห่งการเรียนรู้และพัฒนาเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า ตั้งแต่เครื่องมือวิทยาศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ไปจนถึงการปฏิบัติงานในขั้วโลกใต้

  และสำหรับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นี่คืออีกก้าวสำคัญจาก “มหาวิทยาลัยในเชียงใหม่” สู่การเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายวิจัยระดับโลกที่กำลังร่วมกันค้นหาคำตอบว่า ...จักรวาลกำลังบอกอะไรกับเรา…ผ่านอนุภาคเล็ก ๆ ที่เรียกว่า 

‘นิวทริโน’

ร่วมแสดงความคิดเห็น