ชลประทานเชียงใหม่เตรียมรับภัยแล้งปี 2570 น้ำต้นทุนลด 105 ล้าน ลบ.ม. จากปีก่อน เฝ้าระวังพื้นที่แล้งซ้ำซาก เดินหน้า 4 มาตรการรับมือ สามารถบริหารจัดการน้ำได้ ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือ สร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน
วันที่ 28 ต.ค. 69 นายเกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ เปิดเผยสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก มีปริมาณน้ำกักเก็บรวมประมาณ 564.802 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 80.86 ของความจุเก็บกักรวม อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา พบว่าปริมาณน้ำกักเก็บลดลงรวมประมาณ 105.158 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ปริมาณน้ำท่าบริเวณฝายแม่แตง ปัจจุบันมีอัตราการไหล 18.401 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งมีอัตราการไหล 48.534 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์น้ำท่าที่ลดลงอย่างชัดเจน
สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำหลัก เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล มีปริมาณน้ำกักเก็บ 255.218 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 96.31 ของความจุเก็บกัก ขณะที่เขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำกักเก็บ 179.769 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 68.26 ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลางมีปริมาณน้ำกักเก็บรวม 83.675 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 81.18 และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กมีปริมาณน้ำกักเก็บรวม 46.140 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 68.45 ของความจุเก็บกัก
ทั้งนี้ จากการประเมินสถานการณ์น้ำเบื้องต้น จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบ ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ยังสามารถนำมาวางแผนจัดสรรเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำในกิจกรรมต่างๆ ได้ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการผลิตน้ำประปา รองลงมา ได้แก่ การรักษาระบบนิเวศและคุณภาพน้ำในลำน้ำ การเกษตรกรรม ตลอดจนภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และกิจกรรมอื่น ๆ ตามความเหมาะสมของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อให้มีน้ำต้นทุนเพียงพอรองรับความต้องการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2570
สำหรับพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยแล้งเป็นพิเศษ ได้แก่ อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภออมก๋อย และอำเภอดอยเต่า ซึ่งบางพื้นที่เคยประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก รวมถึงพื้นที่บางส่วนของอำเภอเวียงแหง ตลอดจนพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในอำเภอเชียงดาว อำเภอพร้าว และอำเภอฝาง โดยได้ประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อเตรียมความพร้อมและกำหนดแนวทางป้องกันและบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
โครงการชลประทานเชียงใหม่ได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการน้ำเชิงรุก 4 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย 1. การบริหารจัดการน้ำต้นทุน เร่งติดตามสถานการณ์น้ำและกักเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำทุกขนาดให้ได้มากที่สุดภายใต้เกณฑ์ความปลอดภัย พร้อมวางแผนจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำของทุกภาคส่วน 2.การบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ จัดระบบรอบเวรการส่งน้ำให้ทั่วถึงและเป็นธรรม โดยเฉพาะพื้นที่ปลายน้ำ พร้อมส่งเสริมการเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อย และเทคโนโลยีการใช้น้ำอย่างประหยัด 3.การเตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือ สนับสนุนรถขุดไฮดรอลิกเพื่อขุดลอก เปิดทางน้ำ กำจัดวัชพืช และสิ่งกีดขวางทางน้ำ รวมทั้งเตรียมเครื่องสูบน้ำขนาด 8–24 นิ้ว จำนวน 74 หน่วย เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ตามความจำเป็น และ 4.การบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำและกำหนดแนวทางการใช้น้ำร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
ในส่วนของการเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ ได้ดำเนินการสำรวจและตรวจสอบสภาพอาคารชลประทาน ประตูระบายน้ำ และระบบส่งน้ำ พร้อมทั้งดำเนินงานขุดลอกและเปิดทางน้ำในบางพื้นที่ อาทิ ลำน้ำปิง ลำน้ำวาง ลำน้ำแม่กลาง และลำน้ำสาขา ในพื้นที่อำเภอแม่วาง อำเภอสันป่าตอง อำเภอจอมทอง และบางส่วนของอำเภอหางดง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำและการสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ขณะเดียวกัน ได้เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำปิง โดยใช้ประโยชน์จากฝายและประตูระบายน้ำในการควบคุมและรักษาระดับน้ำ รวมถึงการส่งน้ำแบบขั้นบันได เพื่อกระจายน้ำให้แก่พื้นที่ต่างๆ อย่างเหมาะสม
ด้านภาคการเกษตร โครงการชลประทานเชียงใหม่ขอความร่วมมือเกษตรกรให้ติดตามสถานการณ์น้ำและแผนการส่งน้ำอย่างใกล้ชิด วางแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน โดยเฉพาะการพิจารณาชะลอการทำนาปรังรอบที่สองในพื้นที่ที่มีน้ำไม่เพียงพอ และส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย รวมทั้งนำเทคโนโลยีประหยัดน้ำมาใช้ เช่น การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง การให้น้ำแบบหยด และการจัดทำแหล่งน้ำสำรองในไร่นา เพื่อลดความเสี่ยงต่อความเสียหายของผลผลิตทางการเกษตร
โครงการชลประทานเชียงใหม่ยืนยันว่า จะติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยมุ่งเน้นการรักษาความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ควบคู่กับการดูแลระบบนิเวศและสนับสนุนภาคการเกษตรอย่างเหมาะสม พร้อมขอความร่วมมือประชาชนและทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า เพื่อร่วมกันลดความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในปี 2570




ร่วมแสดงความคิดเห็น