พบอีก มีผู้ตัดต้นไม้ใหญ่ ที่ปลูกในวันแม่แห่งชาติ ในที่ดินสาธารณะบ้านสันพระนอน ต.แม่เหียะ

พบอีก มีผู้ตัดต้นไม้ใหญ่ ที่ปลูกในวันแม่แห่งชาติ ในที่ดินสาธารณะบ้านสันพระนอน ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายดี อดีตกำนันแม่เหียะ นำภาพคนตัดมาเผยแพร่ พร้อมบอกให้ผู้มีอำนาจลงมาแก้ไขด้วย ส่วนผู้ใหญ่บ้าน ทม.เมืองแม่เหียะทราบปัญหายื่นเรื่องไปทางอำเภอเมืองแล้ว ชาวบ้านรอการแก้ไขอยู่ถือว่าทำผิดกฎหมายหรือไม่

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านร้องเรียนมาว่า ได้เกิดปัญหา มีผู้แอบตัดต้นไม้ขนาดใหญ่ในที่ดินที่สาธารณะสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ในพื้นที่กว่า 7 ไร่ เดิมชาวบ้านเรียกว่า “ที่ดินสาธารณะประโยชน์สำหรับประชาชนใช้ร่วมกันทุ่งเลี้ยงสัตว์-โฮงพะชุมบ้านสันพระนอน (โฮงพะชุมหรือห้องประชุม) อยู่ถนนสายเชียงใหม่-หางดง ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (อยู่ตรงข้ามโรงเรียนสารสาสน์แม่เหียะ) พบมีผู้เข้าไปตัดไม้ขนาดใหญ่จำนวนหลายต้นจริง

ชาวบ้านร้องเรียน “ขอให้นำเสนอข่าว และวอนให้ผู้รับผิดชอบลงมาแก้ไขปัญหาให้ด้วย เพราะต้นไม้ที่ถูกตัดไปนั้น ชาวบ้านได้ร่วมกันปลูกในวันแม่แห่งชาติ เมื่อหลายสิบปีก่อน ครั้งนั้นผู้ที่ปลูกมีทั้งอดีตนายอำเภอเมืองเชียงใหม่ และอดีตนายกเทศมนตรีเมืองแม่เหียะ และอดีตกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ทั้งหมดร่วมกันปลูก กว่าต้นไม้จะเติบโตและให้ร่มเงา แต่กลับมาถูกตัดออกไปทำให้เกิดปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมโลกร้อน ชาวบ้านไม่พอใจ วอนให้หน่วยงานที่รับผิดชอบมาแก้ไขด้วย ชาวบ้านรอคำตอบอยู่ว่า การกระทำดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่” ตัวแทนชาวบ้าน กล่าว

สำหรับผู้ใช้เฟสบุ๊ค (Facebook) ชื่อว่า “ดี จันทคลักษณ์” หรือ นายดี จันทคลักษณ์ อดีตกำนันตำบลแม่เหียะ เผยแพร่ภาพคนกำลังต้นไม้ขนาดใหญ่หลานชนิด มีภาพรถขนไม้ด้วยในที่ดินสาธารณะโยชน์ดังกล่าว นำภาพเผยแพร่ครั้งแรก เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 พร้อมข้อความ ระบุว่า “ต้นไม้ กว่าจะเจริญเติบโต ต้องใช้เวลาปลูก ทุกคนก็ตั้งใจทั้ง นายอำเภอนายก กำนันผู้ใหญ่บ้าน พลังมวลชนทั้งตำบลก็เพื่อน้อมถวายในวันแม่ของแผ่นดิน จนต้นไม้มีการเจริญเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่นต่อแผ่นดิน

ต่อมาต้นไม้ที่ร่วมแรงร่วมใจกันปลูกก็ถูกตัดทิ้งหรือเอาไปทำประโยชน์อย่างอื่นก็มิอาจทราบใด้ ตามภาพ ไม้ได้ปลูกขึ้น
บนที่ดินสาธารณะประโยชน์(บ้านสันพระนอน)สำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน จนจะเป็นพื้นโล่ง

ถามว่าใครเป็นผู้อนุญาติให้ตัดใครมีหน้าที่ปกป้องรักษาดูแลทุกอย่างมันนิ่ง/ไปหมด ทำไมไม่ออกมาปกป้องดูแลบ้าง นี่ยังดีที่มีท่านผู้ใหญ่บ้านใด้ออกมาถ่ายภาพเอาใว้เป็นหลักฐานอยู่บ้าง

อันนี้ผมถือว่าเป็การกระทำผิดกฏหมายอย่างชัดเจน ตำบลนี้ยังมีผู้ที่พอจะรู้เรื่องกฎหมายอยู่บ้างขอฝากท่านใด้ช่วยนำเรียนผู้ที่มีหน้าที่ตามกฏหมายที่เขาใด้มอบให้ท่านดูแลว่าทำไมไม่ทำอะไรบ้างกับสี่งที่มันจะเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนตามระเบียบ ของการใช้ประโยชน์บนที่ดินผืนนี้

และต้องขอโทษด้วย บางทีผมก็อายครับ ผมขอเรื่องนี้ขออย่าให้มันยาวเลย มันจะกระทบกระเทือนหมางใจกัน เพียงแต่ขอให้ทำตามหน้าที่บ้างก็พอครับ” ข้อความดังกล่าว เป็นข้อความครั้งแรกกรณีที่มีผู้ตัดต้นไม้ในที่ดินสาธารณะบ้านสันดังกล่าว

จากนั้นประมาณวันที่ 24 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา นายดี จันทคลักษณ์ ก็โฟสต์ภาพตัดไม้ถูกตัด พร้อมข้อความระบุอีกว่า “ผมถูกฟ้องร้องต่อศาลในข้อหาบุกรุกอาคารสถานที่ราชการ แต่อาคาร ดันมาสร้างบนพื้นที่สาธารณะประโยชน์ สำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน ฟ้องผมๆไม่ว่า เพราะผมยังมีโอกาสต่อสู้

แต่ต้นไม้ทุกต้นที่ขึ้นตามธรรมชาติบ้าง ผู้นำระดับตั้งแต่นายอำเภอ นายกเทศมนตรี สมาชิกภาเทศบาล กำนันผู้ใหญ่บ้าน พลังมวลชนในตำบล ร่วมแรงร่วมใจกันปลูกบ้าง กลับถูกตัดบนพื้นที่ดินสาธารณะประโยชน์ สำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน โดยกระทำผิดกฏหมายโดยเปิดเผย

“ใครมีอำนาจเป็นผู้อนุญาติให้ตัด ใครมีอำนาจหน้าที่ปกป้องดูแลก็ต้องรับผิดชอบ ต้นไม้มันพูดไม่ได้ปกป้องตัว เองก็ไม่ได้มันอุทธรณ์ต่อศาลก็ไม่ใด้ แต่นำเรียนต่อผู้มีอำนาจว่า ประชาชนที่เขายังรักและเคารพต่อหลักกฏหมายบ้านเมือง ยังพอมีอยู่ บ้านนี้เมืองนี้ยังมี เสาหลักของแผ่นดินดัง นั้นทุกท่านที่มีหน้าที่ไม่เชื่อก็คอยดู กันต่อไปครับ” ขอความของ นายดี จันทคลักษณ์ ระบุไว้ในเฟสบุ๊ค

สำหรับที่ดินสาธารณะประโยชน์ดังกล่าว ในอดีตเดิมเป็นที่ดินสาธารณะประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันทุ่งเลี้ยงสัตว์-โฮงพะชุมบ้านสันพระนอน ที่ดินแห่งนี้ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันมาก่อนจริง ต่อมาทางหน่วยงานราชการกระทรวงหนึ่ง เข้ามาใช้ประโยชน์ก่อสร้างอาคารที่พักและตึกอาคารสำนักงานโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ทางตัวแทนชาวบ้านนำโดยนายดี จันทคลักษณ์ อดีตกำนันตำบลแม่เหียะ(สมันนั้น) พร้อมชาวบ้านจำนวนหนึ่งได้ฟ้องร้องขอที่ดินสาธารณะแห่งนี้ จำนวนประมาณ 7 ไร่คืน ทางศาลปกครองตัดสินเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2554 (เมื่อ 15 ปีที่แล้ว) คำสั่งศาลสั่งให้เจ้าหน้าที่ของในสังกัดกระทรวงดังกล่าวทุกคน ให้ย้ายออกจากพื้นที่ภายใน 360 วัน แต่เจ้าหน้าที่ทุกคนยังไม่ยอมออกจากพื้นที่ดังกล่าว ได้อาศัยอยู่และยังทำงานอยู่ในที่ดินดังกล่าวมาจนถึงทุกวันนี้ จนกระทั้งมีผู้เข้าไปตัดไม้ดังกล่าว (ตามภาพที่เห็น).

ร่วมแสดงความคิดเห็น