วันที่ 7 พฤษจิกายน 2569 นี้ จะครบรอบ 40 ปีของการก่อตั้งโครงการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่เมื่อปีพ.ศ.2529 ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิหมอชาวบ้าน และในปี 2539 ได้เปลี่ยนสถานะเป็นมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่จนถึงปัจจุบัน
ยุคสมัยนั้นประเทศไทยยังไม่มีกฏหมายควบคุมยาสูบ งานของโครงการฯในช่วงแรกเริ่ม จึงเน้นหนักไปที่การให้ความรู้พิษภัยบุหรี่ผ่านสื่อมวลชน ซึ่งตอบรับอย่างดีมาก เพราะสังคมส่วนใหญ่ยังไม่รู้พิษภัยของการสูบบุหรี่ และโครงการฯ ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันนโยบาย-กฏหมายควบคุมยาสูบ เป็นงานหลัก
ปี 2530 ชมรมแพทย์ชนบท จัดงานวิ่งรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ทั่วประเทศ พร้อมล่ารายชื่อได้ถึง 6 ล้านชื่อ เสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ออกกฏหมายควบคุมยาสูบ
การถูกสหรัฐอเมริกาบังคับให้เจรจาเปิดตลาดบุหรี่ไทยในปี 2532-33 นำไปสู่การที่รัฐบาลไทยอนุมัติให้มีการตั้งสำนักงานควบคุมยาสูบในกระทรวงสาธารณสุขและ เห็นชอบร่างพ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.… เพื่อลดผลกระทบจากการเปิดตลาดบุหรี่เสรี
ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ตราเป็นกฏหมายพร้อมกับ พ.ร.บ.คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ ในปี พ.ศ.2535
พ.ศ.2536 ครม.มีมติขึ้นภาษีบุหรี่ซิกาแรท และให้มีการขึ้นภาษีเป็นระยะตามการเปลี่ยนแปลงค่าครองชีพ
การที่ไม่มีแหล่งงบประมาณสนับสนุนงานควบคุมยาสูบ ทำให้เกิดแนวคิดที่จะนำภาษีบุหรี่ มาสนับสนุนงานควบคุมยาสูบ ตามหลักการ “ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย” ตามรูปแบบที่มีการดำเนินการในต่างประเทศ ในช่วงปี 2537-39
ช่วงเวลาเดียวกัน มีการศึกษา-ผลักดันให้มี“หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า“เพื่อรักษาคนป่วย โดยเฉพาะประชาชนที่ยากจน
โครงการ”ตั้งกองทุนที่จะสนับสนุนการควบคุมยาสูบ-สร้างเสริมสุขภาพจากภาษีสุรา-ยาสูบที่เก็บเพิ่มขึ้น“ และ ”โครงการผลักดันให้มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า“ ได้รับการบรรจุไว้ใน“แผนแม่บทนโยบายการเงินการคลังเพื่อสังคม” ของกระทรวงการคลัง พ.ศ.2539 และมีการตั้งคณะทำงาน 2 ชุด เพื่อขับเคลื่อนทั้ง 2 โครงการ
ปี 2544 รัฐสภาได้ผ่านพ.ร.บ.สสส.และ ปี 2545 ผ่านพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สปสช. ตามหลักการ“สร้าง นำ ซ่อม” สุขภาพ
งบประมาณสนับสนุนงานควบคุมยาสูบที่จัดให้แก่หน่วยงาน ทั้งภาคประชาสังคมและภาครัฐ ทำให้งานควบคุมยาสูบขยายวงไปทั่วประเทศ
ทั้งการสนับสนุนการผลักดันนโยบาย-กฏหมาย ทั้งขาขึ้น และขาลงในการปฏิบัติตามนโยบาย-กฏหมาย
การสนับสนุนโครงการชุมชน โรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายสื่อมวลชนท้องถิ่น เครือข่ายเยาวชน สถานบริการสาธารณสุข ฯลฯ
ส่งผลให้อัตราการสูบบุหรี่ ลดลงจาก 32% ในปี 2534 ก่อนมีนโยบาย-กฏหมายควบคุมยาสูบ เหลือ 16.5 % ในปี 2567 หรือลดลง 48.4%
อัตราการสูบและจำนวนคนสูบบุหรี่ลดลงช้ามากในช่วง 10-15ปีหลัง เนื่องจากนโยบายภาษีบุหรี่ที่ผิดพลาด ภาษียาเส้นที่เก็บตำ่มาก และบุหรี่เถื่อนที่มีปริมาณสูงมาก รวมทั้งปัญหาการบังคับใช้กฏหมายควบคุมการโฆษณา-ส่งเสริมการขาย การขายออนไลน์ การห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ การดำเนินการควบคุมยาสูบในระดับจังหวัด ระบบบริการรักษาเลิกบุหรี่ที่ยังขาดประสิทธิภาพฯลฯ
ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทบุหรี่ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่เช่น บุหรี่ไฟฟ้า นิโคตินถุงและผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบใหม่ชนิดอื่นๆ ในการล่าลูกค้ารายใหม่ ที่เป็นเด็กและเยาวชน รวมทั้งเยาวชนหญิง ซึ่งไม่สูบบุหรี่มวน
จึงไม่แปลกที่การวิเคราะห์ของคณะผู้เชี่ยวชาญที่ตั้งโดย Lancet วารสารทางการแพทย์ที่ทรงอิทธิพลของโลกที่เผยแพร่เมื่อ 12 ตุลาคม 2569 ถึง 17 ปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ-ภาระโรคของโลก จนถึงปีค.ศ.2100 หรือพ.ศ.2643 ยาสูบเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงนั้น
งานควบคุมยาสูบจึงเป็นงานท้าทายต่อสุขภาพของประชากรไทย ที่ทุกฝ่ายทั้งรัฐและภาคประชาสังคม ต้องร่วมมือกันทำงานอย่างเข้มแข็งต่อไป เพื่อลดความสูญเสีย ทั้งสุขภาพ สังคมและเศรษฐกิจของประเทศ
ซึ่งสหประชาชาติกำหนดให้ ยาสูบ เป็นหนึ่งในอุปสรรคของการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
งบประมาณที่เพียงพอ(แม้จะไม่มาก) และต่อเนื่อง มีความสำคัญยิ่งในการควบคุมยาสูบ
การเปลี่ยนแปลงแหล่งงบประมาณ จากภาษีสุรา-ยาสูบที่เก็บเพิ่มขึ้น ส่งตรงให้สสส. รวมทั้งความเป็นอิสระในการบริหารกองทุน จะส่งผลเสียต่องานควบคุมยาสูบและปัจจัยเสี่ยงสุขภาพอื่นๆ อย่างแน่นอน
บริษัทบุหรี่ คัดค้านการเก็บภาษีบุหรี่ ที่กำหนดไว้เฉพาะเพื่อการควบคุมยาสูบ ซึ่งอะไรที่บริษัทบุหรี่คัดค้าน ย่อมหมายถึงว่า สิ่งนั้นดีต่อสังคมส่วนรวม
ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ 4 พฤศจิกายน 2569
อ้างอิงhttps://www.medicalbrief.co.za/lancet-commission-warns-of-17-dire-threats-to-global-health/


ร่วมแสดงความคิดเห็น