มีหมอรุ่นน้องถามว่า “อาจารย์มีญาติผู้ใหญ่ที่ป่วยจากการสูบบุหรี่หรือ อาจารย์ถึงได้ทุ่มเทรณรงค์ให้คนไม่สูบบุหรี่ ” คำตอบคือ “ไม่มีครับ”
แต่บอกว่า จากการอยู่ในแวดวงรณรงค์ไม่สูบบุหรี่มา 40 ปี พบปะนักรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ทั่วโลกจำนวนมากจากทุกทวีป รับรู้ว่า ความรู้สึกที่เหมือนกันข้อหนึ่ง ของคนที่ทำงานรณรงค์ไม่สูบบุหรี่คือ
มีความอดทนต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้องตำ่” “Low threshold of outrage “ โดยเฉพาะ พฤติกรรมของบริษัทบุหรี่ในการทำธุรกิจ ด้วยการล่านักสูบหน้าใหม่ การบิดเบือนข้อมูลอันตรายของบุหรี่ ฝ่าฝืนกฏหมายห้ามโฆษณา ขัดขวางแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบฯลฯ
เพราะการผลิตและขายบุหรี่ สินค้าเสพติดที่ทำร้ายสุขภาพผู้บริโภคถึงชีวิตในการใช้ตามปกติ แม้จะถูกกฏหมาย แต่ก็ใช่ว่าจะมีความชอบธรรมทางจริยธรรม ที่เราไม่ควรจะจงใจทำร้ายเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
อีกทั้งยาสูบเป็นสินค้าที่เป็นภัยต่อสิทธิที่จะมีสุขภาพดี สิทธิที่จะมีชีวิต ที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์
นอกจากนี้ การเสพติดบุหรี่ ในหลายๆกรณี เป็น“ความอยุติธรรมในสังคม”(อินโฟกร๊าฟฟิก)
ตั้งแต่การเสพติดส่วนใหญ่เกิดขึ้นขณะเป็นวันรุ่นที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
พอติดแล้วส่วนใหญ่จะเลิกไม่ได้ตลอดชีวิต แม้พยายามที่จะเลิก
และการเสพติดบุหรี่ส่วนใหญ่จะกระจุกอยู่ในคนที่การศึกษาน้อยและยากจน ซึ่งยิ่งทำให้ยากจนมากขึ้นเมื่อเกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคจากการสูบบุหรี่ครอบครัวเดือดร้อน สุดท้ายส่งผลต่อการการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เมื่อมีคนสูบบุหรี่มาก คนป่วยก็จะมากเป็นเงาตามตัว
ไม่นับที่การเสพติด“นิโคติน”ในบุหรี่ เป็นจุดตั้งต้นให้เด็กและเยาวชนไปติดยาเสพติดร้ายแรงชนิดอื่นๆ
ในฐานะที่เป็นหมอทางโรคปอด ที่รักษาคนป่วยจากการสูบบุหรี่ เห็นความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย ความทุกข์ใจ ความลำบากของครอบครัว
เกิดความรู้สึกสะท้อนใจทุกครั้งที่เห็นคนสูบบุหรี่ เพิ่มเติมจากความรู้สึกถึงความอยุติธรรม กลยุทธ์ชั่วร้ายอื่นๆของบริษัทบุหรี่ที่กล่าวแล้ว
“เขาไม่ควรป่วยเป็นโรคนี้ ถ้าเขาไม่สูบบุหรี่”
นี่น่าจะเป็นความรู้สึกที่มีต่อปัญหาการสูบบุหรี่ของคนไทย 10 ล้านคน ที่ทำให้ผมทำงานรณรงค์ไม่สูบบุหรี่มา 40 ปี
โดย 18 ปีแรกทำในขณะที่ยังรับราชการ สอนนักศึกษาและแพทย์ รักษาผู้ป่วยและเป็นผู้บริหารอยู่ที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล
และหลังเกษียณทำงานรณรงค์ไม่สูบบุหรี่อย่างเต็มเวลาอีก 22 ปีจนถึงวันนี้
เป็นงานที่ไม่ใช่ว่า จะทำได้อย่างชิลๆ เพราะต้องไปง้อให้คน“ทำหน้าที่ที่เขาต้องทำ”
ต้องเผชิญกับกลุ่มที่มีผลประโยชน์กับบริษัทบุหรี่ ที่ขัดขวางนโยบายแทรกแซงกรรมธิการในสภา ข้าราชการที่เฉื่อยชา นักการเมืองที่ขาดความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหา
ถูกดิสเครดิตก็บ่อย ถูกส่งฟ้องทั้งต่อปปช.จริง และต่อคณะกรรมาธิการปปช.สภาผู้แทนราษฎร ก็ผ่านมาแล้ว
แต่ก็เป็นงานที่ต้องมีคนทำ เพราะเดิมพัน คือ การป้องกันเด็กและวัยรุ่นจากการเสพติดบุหรี่ ซึ่งหมายถึงการป้องกันไม่ให้พวกเขาเจ็บป่วยจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ และเสียชีวิตก่อนเวลาโดยเฉลี่ย 10 ปี เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่สูบ
และการทำให้คนที่สูบบุหรี่เลิกสูบ หลายๆครั้งช่วยให้เขารอดพ้นจากการเสียชีวิตจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่
สิ่งที่ทุกคนในสังคมทำได้ในการป้องกันลูกหลานไทยจากการสูบบุหรี่ คือช่วยกัน“สร้างค่านิยมไม่สูบบุหรี่ ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์นิโคตินทุกชนิด” ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เป็นสังคมที่“ปลอดบุหรี่ ปลอดนิโคติน” อย่างที่ประเทศทั่วโลกพยายามจะไปให้ถึง
ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ 5 พฤษจิกายน 2569


ร่วมแสดงความคิดเห็น