วันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 บริษัท ซีพีแรม จำกัด นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชมแปลงปลูกกะเพรา ของคุณภานุวัฒน์ วิชัยรัตน์ (ลุงหนุ่ย) ณ ตำบลป่าสัก และคุณวิบูลย์พงศ์ คันธวิธูร (ลุงแอร์) ที่ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ซึ่งเกษตรกรทั้งสองได้เข้าร่วมโครงการ “เกษตรกรคู่ชีวิต” ของบริษัท โดยได้มีการเพาะปลูกกะเพราสายพันธุ์ใหม่ พร้อมกับการสาธิตการทำเกษตรสมัยใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยีสนับสนุน ให้เกษตรกรมีความสะดวกสบายในการเพาะปลูกมากขึ้น ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผ่านคุณภาพและจำนวนผลิตผลทางการเกษตรและระบบการจัดการที่ดีอีกด้วย
.
สำหรับโครงการ “เกษตรกรคู่ชีวิต” ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องกว่า 19 ปี ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการรับซื้อใบกะเพราจากเกษตรกรโดยตรง แต่ให้ความสำคัญกับการพัฒนากระบวนการเพาะปลูก ส่งเสริม และสนับสนุนเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง พร้อมคงไว้ซึ่งความคงที่สม่ำเสมอของคุณภาพเมนูกะเพรายอดนิยมที่ผู้บริโภคไว้วางใจเสมอมา ซึ่งมีแนวทาง 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้าน “ความรู้” เป็นการส่งเสริม และสนับสนุนในการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และพัฒนามาตรฐานการเพาะปลูกแก่เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพและตรงตามความต้องการของตลาด และลดข้อจำกัดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
.
ตามมาด้วยด้าน “ทุน” ผ่านการสนับสนุนสิ่งจำเป็น เช่น การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ การจัดการระบบน้ำ รวมถึงเมล็ดพันธุ์กะเพราโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และด้าน “การตลาด” ผ่านการรับซื้อผลผลิตกะเพราจากเกษตรกรในโครงการ เพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตอาหารพร้อมรับประทาน ช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายผลผลิตที่ชัดเจน โดยปัจจุบัน ซีพีแรมมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสูงขึ้นและมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น
.
แนวคิด “เกษตรกรคู่ชีวิต” เกิดจากความตั้งใจที่สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรอย่างรอบด้าน ทั้งด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี การตลาด และการพัฒนาอาชีพ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ขณะที่ซีพีแรมก็ได้รับวัตถุดิบที่มีคุณภาพคงที่สม่ำเสมอ เป็นความร่วมมือเสมือนคู่ชีวิตที่เติบโตและสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน
.
นอกจากนี้ คุณเจนจิรา หอมมะลิ ผู้จัดการฝ่าย ส่วนวิชาการเกษตร บริษัท ซีพีแรม จำกัด ได้กล่าวถึงการพัฒนางานวิจัย “กะเพราสายพันธุ์ใหม่” ของบริษัทนั้น ความจริงแล้วไม่ใช่การผูกขาด “กะเพรา” ที่มีกว่า 300 สายพันธุ์ในประเทศ แต่เพื่อเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร ให้พืชกะเพรามีความต้านทานต่อสภาพอากาศแปรปรวน เจริญเติบโตเร็ว และให้ผลผลิตสม่ำเสมอ คุณภาพของใบกะเพราที่มีกลิ่นหอม รสเผ็ดเข้มข้น เหมาะกับการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหาร
.
ถึงแม้กะเพราสายพันธุ์ใหม่ จะได้รับการพัฒนาจนเป็นพันธุ์พืชที่มีคุณลักษณะเฉพาะ แต่เป้าหมายของซีพีแรมไม่ใช่การนำเมล็ดพันธุ์ออกจำหน่ายในเชิงพาณิชย์แก่บุคคลทั่วไป หากแต่เป็นการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาต่อยอดสู่การผลิตอาหารที่สามารถควบคุมคุณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมถึงความมั่นคงในการเพาะปลูกของเกษตรกรในโครงการ “เกษตรกรคู่ชีวิต” เท่านั้น
.
นอกจากนี้การแพร่กระจายหรือปะปนระหว่างกะเพราสายพันธุ์ใหม่กับสายพันธุ์ทั่วไป ตามข้อมูลจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ระบุว่ามีโอกาสเพียงประมาณ 0.001% เท่านั้นที่จะเกิดการผสมตามธรรมชาติ นอกจากนี้กะเพราสายพันธุ์ใหม่ยังมีชุดโครโมโซม 4 ชุด (4x) แตกต่างจากกะเพราทั่วไปที่มี 2 ชุด (2x) ความแตกต่างดังกล่าว ได้ผ่านการทดลองในห้องปฏิบัติการแล้วพบว่า การผสมพันธุ์นั้นไม่พบการติดเมล็ดเลย (เมล็ดฝ่อ)
.
โดยข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรระบุว่า ปัจจุบันมีพืชจำนวน 107 รายการที่ได้รับความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ทั้งนี้ มีพันธุ์พืชใหม่ที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบและได้รับหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียน (คพ. 2) แล้วทั้งหมด 1,108 พันธุ์ ซึ่งมีทั้งพันธุ์ที่ยังอยู่ระหว่างอายุการคุ้มครองและบางพันธุ์ก็สิ้นสุดอายุการคุ้มครองไปแล้ว ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยเป็นผลงานจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน สะท้อนให้เห็นว่าการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เป็นกลไกที่ถูกนำมาใช้ในการสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมทางการเกษตรอย่างแพร่หลาย และเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
.
เพราะฉะนั้นแล้ว การพัฒนากะเพราสายพันธุ์ใหม่นั้น จึงมีความปลอดภัย และประชาชนสามารถมั่นใจได้ในทุกขั้นตอน รวมทั้งยังเป็นตัวอย่างของการนำงานวิจัยมาต่อยอดสู่การใช้งานจริง สร้างประโยชน์ร่วมกันตั้งแต่นักวิจัย มหาวิทยาลัย เกษตรกร ผู้บริโภค จนถึงการยกระดับศักยภาพของภาคเกษตรไทย โดยมี “โครงการเกษตรกรคู่ชีวิต” เป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน การวิจัยและพัฒนาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม ล้วนแสดงให้เห็นว่าการลงทุนด้านการวิจัยอย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน












ร่วมแสดงความคิดเห็น