กลายเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่หลายคนไม่คาดคิด เมื่อพรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้การเลือกตั้งที่จังหวัดเชียงใหม่แบบยกจังหวัดทั้ง 10 เขต ไม่ได้มาแม้แต่เขตเดียว ทั้งที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่สำคัญและถือเป็นเมืองหลวงของพรรคเพื่อไทย ผลเลือกตั้งที่พรรคประชาชนคว้าไปได้ 6 เขต และพรรคกล้าธรรม 4 เขต ทำให้หลายคนมองว่าถึงคราวเพื่อไทยสิ้นมนต์ขลัง
ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาการเมืองและการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิเคราะห์สาเหตุที่สนามเลือกตั้งเชียงใหม่พรรคเพื่อไทยแพ้ราบคาบ โดยมองว่าในครั้งนี้พรรคเพื่อไทยไม่ชัดเจนในจุดยืนของตัวเองว่าจะทำการเมืองแบบเก่าแบบพรรคกล้าธรรมหรือจะเปลี่ยนตัวเองไปทำการเมืองแบบใหม่ที่เน้นอุดมการณ์เหมือนพรรคประชาชน เรียกว่าทำการเมืองแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ทำให้พรรคเพื่อไทยกลายเป็นพรรคอันดับ 3 ในการเลือกตั้งครั้งนี้

นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของตัวผู้สมัคร แม้จะเฟ้นหาผู้ที่มีความรู้ความสามารถ แต่หากเทียบกับพรรคกล้าธรรมที่เลือกเอาคนที่มีฐานเดิมอยู่แล้ว โดยเฉพาะคนที่มีฐานการเมืองในระดับท้องถิ่นและมีความพร้อมส่วนบุคคลในการแข่งขัน จึงน่าจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้น
ส่วนพรรคเพื่อไทยยังมีโอกาสจะกลับมาได้อีกหรือไม่ ผศ.ดร.ณัฐกร มองว่านาทีนี้น่าจะเป็นเรื่องยาก เพราะแม้จะประกาศยกเครื่องใหม่ด้วยการส่งผู้สมัครโปรไฟล์ดีมาลงสนามสู้ศึก แต่ปรากฏว่าคนก็ยังไม่เลือก แม้กระทั่งให้ ดร.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่เกิดเชียงใหม่และเป็นหลานสายตรงกับอดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร ลงพื้นที่อู้กำเมืองหาเสียงที่เชียงใหม่หลายครั้งหวังดึงคะแนนแฟนคลับเก่าที่เคยประทับใจจากนโยบายความสำเร็จในยุคทักษิณ แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ
ผศ.ดร.ณัฐกร ยอมรับว่า รู้สึกแปลกใจกับผลที่ออกมา โดยเฉพาะเขต 10 ที่มีนางสาวศรีโสภา โกฏคำลือ ผู้สมัครจากเพื่อไทยเป็นเจ้าของพื้นที่ มีฐานแน่นที่เรียกว่าพรรคอื่นเจาะยากมาก แต่สุดท้ายกลับพ่ายแพ้ให้กับนายนรพล ตันติมนตรี อดีต สส.พื้นที่นี้เมื่อเกือบสิบปีก่อน ที่ครั้งนี้ลงสมัครในพรรคกล้าธรรม แสดงให้เห็นว่าเชียงใหม่เปิดกว้างสำหรับทุกพรรคแล้ว

เมื่อถามว่าผลเลือกตั้งที่ออกมาแบบนี้ เป็นเพราะคนขาดความเชื่อมั่นในนโยบายของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ผศ.ดร.ณัฐกร บอกว่ามองได้หลายอย่าง ทั้ง การตระบัดสัตย์ข้ามขั้วจัดตั้งรัฐบาล และไม่มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ เนื่องจากไม่ได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากเหมือนกับยุคทักษิณ เลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่มีผลงานอะไรมาขาย
ส่วนกรณีพรรคกล้าธรรมที่กลายเป็นม้ามืดขนะได้ถึง 4 เขต อาจารย์ณัฐกรมองว่าเป็นเพราะพรรคกล้าธรรมมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะการคัดเลือกตัวผู้สมัครที่อยู่ในพื้นที่และตอบสนองปัญหาของประชาชนได้ทันที โดยมีเป้าหมายไปที่พื้นที่อำเภอห่างไกลจากตัวเมือง นี่เป็นสิ่งที่ทำให้พรรคกล้าธรรมประสบความสำเร็จ สะท้อนชัยชนะในพื้นที่โซนเหนือและตอนใต้ของจังหวัด ได้แก่ เขต 6 อำเภอเชียงดาว อำเภอเวียงแหง อำเภอพร้าว , เขต 7 อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย อำเภอไชยปราการ, เขต 9 อำเภอดอยหล่อ อำเภอจอมทอง และ เขต 10 พื้นที่อำเภออมก๋อย อำเภอดอยเต่า อำเภอฮอด และ อำเภอแม่แจ่ม



ร่วมแสดงความคิดเห็น