ผ่านฉลุย 350 ล้าน! สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ไฟเขียว EV Bus 34 คัน หมุดหมายใหม่ของขนส่งมวลชนเชียงใหม่ ในรอบหลายทศวรรษ
ที่ประชุมสภา อบจ.เชียงใหม่ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณ 350,000,000 บาท เดินหน้าโครงการรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV Bus) จำนวน 34 คัน ถือเป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งสาธารณะครั้งใหญ่ของจังหวัด หลังจากเชียงใหม่พยายามขยับเรื่อง “รถเมล์ประจำทางจริงจัง” มาหลายรอบแต่ยังไม่สามารถสร้างระบบที่ยั่งยืนได้
ย้อนอดีตขนส่งเชียงใหม่: เมืองใหญ่ที่ไร้ระบบรถเมล์จริงจัง
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ระบบขนส่งสาธารณะของเชียงใหม่พึ่งพารถสองแถวสีแดง (รถสี่ล้อแดง) เป็นหลัก แม้จะยืดหยุ่น แต่ก็ไม่มีตารางเวลาชัดเจน ค่าโดยสารผันแปร และไม่สามารถตอบโจทย์เมืองที่ขยายตัวรวดเร็ว ทั้งโซนมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ศูนย์ราชการ และแหล่งท่องเที่ยว
ในช่วงปี 2561–2563 เคยมีความพยายามผลักดัน “Smart Bus” โดยเทศบาลนครเชียงใหม่ ใช้รถโดยสารปรับอากาศพร้อมแอปพลิเคชันติดตามตำแหน่งแบบเรียลไทม์ แม้ได้รับเสียงชื่นชมในช่วงแรก แต่สุดท้ายต้องยุติลงจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ การบริหารจัดการ และจำนวนผู้โดยสารที่ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน
ก่อนหน้านั้นยังมีแนวคิดระบบรางเบา (LRT) และโครงการรถไฟฟ้าขนาดเบาของจังหวัด ซึ่งศึกษาไว้หลายเฟส แต่ติดข้อจำกัดด้านงบลงทุนระดับหลายหมื่นล้านบาท และการผลักดันในระดับนโยบายส่วนกลาง
EV Bus ของ อบจ.ครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็น “โมเดลกลาง” ระหว่างระบบรถเมล์เต็มรูปแบบกับโครงการรางขนาดใหญ่ ใช้งบระดับจังหวัด แต่พยายามวางระบบบริหารจัดการให้มีมาตรฐานใกล้เคียงเมืองใหญ่

รายละเอียดโครงการ EV Bus เชียงใหม่
โครงการประกอบด้วยรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV Bus) ชานต่ำ 34 คัน เป็นรถปรับอากาศชั้นเดียว ความยาว 7.6–9 เมตร เหมาะกับสภาพถนนเมืองเก่าที่มีข้อจำกัดด้านผังเมืองและความกว้างถนน
คุณสมบัติสำคัญ:
• ชานต่ำ รองรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ใช้วีลแชร์
• มอเตอร์ไฟฟ้าซิงโครนัส แรงบิดสูงสุดไม่น้อยกว่า 2,000 นิวตันเมตร
• ลดมลพิษทางอากาศและเสียง สอดรับบริบทเมืองท่องเที่ยวและปัญหา PM2.5
• ออกแบบให้มีความคล่องตัวสำหรับถนนรอบคูเมืองและเส้นทางชุมชน
โครงสร้างสนับสนุนระบบ
• ป้ายรถเมล์ 143 จุด กระจายทั่วเมือง
• เครื่องอัดประจุไฟฟ้า 8 เครื่อง ที่สถานีขนส่งอาเขต 2
• ศาลาพักคอยและจุดรอรถ 15 แห่ง
• ห้องควบคุมการเดินรถ (Command Room) 1 แห่ง
• ระบบ Fleet Management System ควบคุมและติดตามรถแบบเรียลไทม์
• Mobile Application สำหรับผู้โดยสาร วางแผนการเดินทาง ตรวจสอบเวลารถ
เป้าหมายคือแก้ปัญหา “รถไม่ตรงเวลา” และสร้างวินัยการเดินรถที่ตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญของระบบขนส่งเดิม

เส้นทางให้บริการ 2 สายหลัก
สาย 20
เริ่มต้นจากสถานีขนส่งผู้โดยสารฯ แห่งที่ 2–3 ผ่านสถานีรถไฟเชียงใหม่ เข้าสู่คูเมืองรอบใน ได้แก่ แจ่งก๊ะตั๊วะ ประตูท่าแพ แจ่งศรีภูมิ ประตูช้างเผือก ต่อเนื่องไปสถานีขนส่งฯ แห่งที่ 1 ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติฯ สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา และสิ้นสุดที่โรงพยาบาลนครพิงค์
สาย 18
เริ่มต้นจากสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเชียงใหม่ แห่งที่ 2 (อาเขต) ผ่านสถานีรถไฟ ถนนเจริญเมือง สันป่าข่อย ท่าแพ วัดพระสิงห์ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มทร.ล้านนา สวนสัตว์เชียงใหม่ และสิ้นสุดที่อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย
ทั้งสองสายเชื่อม “เศรษฐกิจ–การศึกษา–การแพทย์–ท่องเที่ยว” ในวงจรเดียว เป็นการออกแบบเส้นทางที่พยายามเชื่อมเมืองรอบด้าน มากกว่าการวิ่งเพียงในเขตคูเมือง
ประเด็นที่ต้องจับตา
แม้สภาจะอนุมัติผ่านแล้ว แต่โจทย์ใหญ่หลังจากนี้คือ
1. จำนวนผู้โดยสารต่อวันจะเพียงพอหรือไม่
2. โครงสร้างค่าโดยสารจะตั้งอย่างไรให้เข้าถึงได้แต่ไม่ขาดทุนสะสม
3. การบูรณาการกับรถสี่ล้อแดงและระบบเดิม จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดแรงต้าน
4. ความต่อเนื่องทางนโยบาย หากมีการเปลี่ยนแปลงฝ่ายบริหารในอนาคต
บทเรียนจาก Smart Bus ในอดีตสะท้อนชัดว่า “รถดีอย่างเดียวไม่พอ” ระบบต้องเดินได้จริงในระยะยาว
ก้าวสำคัญหรือความเสี่ยงรอบใหม่?
EV Bus 34 คัน ด้วยงบ 350 ล้านบาท คือการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เดิมพันกับอนาคตขนส่งของเชียงใหม่อย่างชัดเจน หากบริหารจัดการได้ดี อาจเป็นต้นแบบระบบรถเมล์ประจำทางของเมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่ แต่หากขาดวินัยการบริหารและการสนับสนุนต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็นอีกบทเรียนราคาแพง

ร่วมแสดงความคิดเห็น