เชียงใหม่ สถานการณ์ฝุ่นควันในพื้นที่ตัวเมืองยังหนาทึบ ปชช.ยังต้องทนใช้ชีวิตประจำวันสู้วิกฤติ

เชียงใหม่ สถานการณ์ฝุ่นควันในพื้นที่ตัวเมืองยังหนาทึบ ประชาชนในพื้นที่ยังต้องทนใช้ชีวิตประจำวันสู้วิกฤติ ขณะที่ทาง แพทย์ มช. ย้ำสุดอันตราย หลังพบต่างชาติดมฝุ่นจนปอดอักเสบเฉียบพลัน

สถานการณ์ฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่ยังคงอยูาในขั้นวิกฤติ ที่ค่าเกินมาตรฐานพุ่งสูงจนมีผลกระทบต่อสุขภาพคนในพื้นที่และผู้คนที่ใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องทนสู้กับวิกฤติที่เกิดขึ้น ที่ล่าสุดช่วงเช้าวันนี้ (18 เม.ย.69) ฝุ่นควันหนาทึบยังคงปกคลุมไปทั่วทั้งเมือง ที่บริเวณมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต.สุเทพ ค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 รายชั่วโมงพุ่งสูงถึง 360 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตามท้องถนนในตัวเมืองมองเห็นฝุ่นควันหนาแน่น ทัศนวิสัยลดลง สอดคล้องกับสถานการณ์ไฟป่าที่ยังรุนแรง ที่วันนี้ตรวจพบอยู่ถึง 27 จุด ถึบแม้ว่าจะมีปริมาณที่ลดลง แต่ฝุุ่นควันยังคงมีปริมาณที่สูง

นอกจากนี้สถานการณ์ที่รุนแรงดังกล่าย ส่งผลให้ทางคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกประกาศแจ้งเตือนอีกครั้งถึงสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และมลพิษทางอากาศในพื้นที่ภาคเหนือยังคงอยู่ในระดับน่ากังวล ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ

โดยทาง รศ.นพ. อติคุณ ลิ้มสุคนธ์ อาจารย์ประจำหน่วยวิชาโรคระบบการหายใจ เวชบำบัดวิกฤต และภูมิแพ้ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. เผยว่าฝุ่น PM2.5 เป็นอนุภาคขนาดเล็กมาก สามารถแทรกซึมลึกเข้าสู่ถุงลมปอดและเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง ก่อให้เกิดการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ และเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้โรคปอดเดิมกำเริบอย่างรุนแรง

ล่าสุดพบเคสนักท่องเที่ยวหญิงชาวต่างชาติ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ถูกส่งตัวมารักษาต่อที่เชียงใหม่ อายุ 19 ปี ไม่มีโรคประจำตัวและไม่สูบบุหรี่หลังสัมผัสหมอกควันและฝุ่น PM2.5 เพียงระยะเวลาสั้น ๆ ผู้ป่วยมีอาการไอ เหนื่อยและทรุดลงอย่างรวดเร็ว จนต้องเข้ารับการรักษาด้วยออกซิเจนแบบ High Flow พร้อมให้ยาปฏิชีวนะและสเตียรอยด์ ภายหลังอาการดีขึ้นและสามารถกลับบ้านได้ เมื่อติดตามผลพบว่าเอกซเรย์ปอดกลับมาเป็นปกติ แต่ตรวจเลือดพบเม็ดเลือดขาวชนิด Eosinophils สูงขึ้น สอดคล้องกับภาวะ Acute Eosinophilic Pneumonia ซึ่งเป็นปอดอักเสบเฉียบพลันจากการตอบสนองต่อควันพิษหรือมลพิษในปริมาณมากภายในระยะเวลาสั้น

รศ.นพ. อติคุณ ระบุว่า เคสลักษณะนี้มักเกิดในคนที่ไม่ได้สูบบุหรี่ หรือไม่ได้สัมผัสควันเป็นประจำ และมีความเป็นไปได้สูงว่าเกี่ยวข้องโดยตรงกับการสูดควันพิษในพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงที่สัมพันธ์กับการได้รับฝุ่น PM2.5 และควันไฟในปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ยังได้กลิ่นควันในอากาศชัดเจน ซึ่งสะท้อนระดับมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายโดยตรง

นอกจากนี้ยังพบเคสผู้ป่วยเรื้อรังทรุดหนักจากฝุ่น โดยพบผู้ป่วยที่มีภาวะโปรตีนสะสมผิดปกติในปอด ต้องเข้ารับการล้างปอดเป็นประจำปีละ 1–2 ครั้ง ต่อเนื่องมากกว่า 5–6 ปี โดยก่อนหน้านี้สามารถควบคุมอาการได้ดี แต่ในช่วงที่มลพิษทางอากาศสูง ผู้ป่วยกลับมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่เพิ่งล้างปอดไปไม่ถึง 2 เดือน จนเกิดภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และผลการล้างปอดพบว่าน้ำมีลักษณะ “แดงปนเลือด” จากเดิมที่เป็นสีขาวขุ่น สะท้อนถึงการอักเสบและความเสียหายของเนื้อปอดในระดับรุนแรง

รศ.นพ. อติคุณ ย้ำถึงประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคปอด หอบหืด ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศที่มีมลพิษสูง ลดกิจกรรมกลางแจ้ง และสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น เช่น N95 รวมถึงติดตามค่าคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอมาก แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรืออาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะปอดอักเสบรุนแรงหรือหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ร่วมแสดงความคิดเห็น