ศปอส.ภ.5 , บก.สส.ภ.5 รวบ 2 ผัวเมีย ร่วมกันแฮ็กข้อมูลนักธุรกิจท่องเที่ยวเชียงใหม่ หลอกผู้เสียหายโอนเงิน 800,000 เข้าบัญชีแม่-หลาน ใช้เงินฉ่ำซื้อไอโฟน-เล่นพนันออนไลน์ จนเกลี้ยงบัญชี
โดยการอำนวยการ : พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 , พล.ต.ท.นพดล กรึงไกร ผทค.พิเศษ ตร.รรท.รอง ผบช.ภ.๕, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รอง ผบช.ภ.๕, พล.ต.ต.อนุสรณ์ พัฒนถาบุตร รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.สุทธิพงศ์ เป๊กทอง รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.จิตรพิสุทธิ์ อิ่มสงวน ผบก.สส.ภ.5,พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พ.ต.อ.วชิรศักดิ์ ศรีประสม รอง ผบก.สส.ภ.5 และ พ.ต.อ.นพฤทธิ์ กันทา รอง ผบก.ฯ ปฏิบัติราชการ บก.สส.ภ.5
เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจับกุม ตำรวจภูธรภาค 5 โดย เจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5), เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.ภ.5, เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่ริม จว.เชียงใหม่
ด้วย ผบช.ภ.5 ได้สั่งการให้ทำการสืบสวนจับกุมบุคคล กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันสร้างความเสียหายแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก สร้างผลกระทบทั้งต่อบุคคล ครอบครัว องค์กร และสังคมในหลายด้าน เช่น ความเสียหายทางการเงิน ระบบข้อมูลส่วนบุคคล ความเชื่อมั่น สุขภาพจิตเสื่อม สังคมและศีลธรรมตกต่ำ และกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ภ.5 ได้รวบรวมข้อมูลจนทราบถึงแผนประทุษกรรมของกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ เมื่อหลอกลวงผู้เสียหายโดยวิธีการต่างๆ ได้แล้ว จะให้ผู้เสียหายโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารที่เตรียมไว้ จึงได้ทำการวางแผนเพื่อติดตามและทำการจับกุม ซึ่งต่อมาได้พบการกระทำความผิด

กรณีดังกล่าวเหตุเกิดในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ผู้เสียหายซึ่งประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.แม่ริม จว.เชียงใหม่ ว่ามีบุคคลไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดเข้าไปตั้งค่าและทำธุรกรรมการโอนเงินผ่านระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัท จำนวน 800,000 บาท โดยแจ้งให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการยืนยันการทำธุรกรรม จากนั้นผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นการโอนเงินในธุรกิจของตนจริง จึงได้ยืนยันการโอนเงิน เมื่อตรวจสอบในภายหลังพบว่าบัญชีปลายทางไม่ได้มีการติดต่อทำธุรกรรมไว้ และไม่มีผู้ใดได้ทำการตั้งค่าโอนเงินจำนวนดังกล่าว จึงเชื่อว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพได้ใช้ข้อมูลส่วนตัวและของบริษัทไปกระทำการดังกล่าวจนได้รับความเสียหาย เป็นจำนวนเงิน 800,000 บาท และมาร้องทุกข์ขอดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด
ต่อมาเจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5) ได้ทำการสืบสวน และวิเคราะห์เส้นทางทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว พบว่ามีบัญชีที่เกี่ยวข้อง 2 บัญชี และมีผู้เกี่ยวข้อง 4 คน ซึ่งต่อมาได้รวบรวมพยานหลักฐานส่งพนักงานสอบสวนเสนอศาลขออนุมัติออกหมายจับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด จำนวน 4 ราย ต่อมาวันที่ 9 ก.ค.2569 ตำรวจภูธรภาค 5 ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ทั้งหมด 4 ราย ประกอบด้วย
- นายอาชวิน ขอสงวนนามสกุล อายุ 35 ปี ที่อยู่ แขวง คลองเตย เขต คลองเตย กรุงเทพฯ ตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.1608/2569 ลงวันที่ 8 ก.ค.69
- น.ส.ศุภาวรรณ ขอสงวนนามสกุล อายุ 24 ปี ที่อยู่ ต.ลาดบัวหลวง อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.1609/2569 ลงวันที่ 8 ก.ค.69
- นางยุพา ขอสงวนนามสกุล อายุ 59 ปี ที่อยู่ ต.ลาดบัวหลวง อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.1607/2569 ลงวันที่ 8 ก.ค.69 (บัญชีม้า)
- นายอชิตพล ขอสงวนนามสกุล อายุ 26 ปี ที่อยู่ แขวง คลองเตย เขต คลองเตย กรุงเทพฯ ตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.1610/2569 ลงวันที่ 8 ก.ค.69 (บัญชีม้า)

ทั้งนี้ได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี”
จากการขยายผลนายอาชวินฯ ให้การว่าได้รู้จักกับชายชาวต่างชาติชื่ออเล็ก เมื่อครั้งพักอยู่ที่พัทยา จ.ชลบุรี ช่วงต้นปี 2569 ซึ่งได้เข้ามาตีสนิทและขอใช้บัญชีธนาคาร ซึ่งอ้างว่าจะมีคนโอนเงินเข้ามาให้จำนวนมากเมื่อได้เงินแล้วจะตกลงแบ่งกันคนละครึ่ง จนกระทั้งปลายเดือน พ.ค.2569 นายอเล็ก ได้ติดต่อมาขอใช้บัญชีธนาคาร ตนจึงร่วมกับ น.ส.ศุภาวรรณฯ แฟนสาว เอาบัญชีเงินฝากของ นางยุพาฯ ซึ่งเป็นแม่ของ น.ส.ศุภวรรณฯ และ บัญชีเงินฝากของ นายอชิตพลฯ ซึ่งเป็นหลานของตนส่งไปให้นายอเล็ก ต่อมาวันที่ 28 พ.ค.2569 ได้มีเงินโอนเข้ามาบัญชี นางยุพาฯ จริงจำนวน 800,000 บาท ตนจึงปิดกั้นการติดต่อกับนายอเล็ก และไม่ได้นำเงินไปให้นายอเล็กแต่อย่างใด ส่วนเงินที่ได้มานำไปใช้จ่ายกับ น.ส.ศุภาวรรณฯ โดยนำไปซื้อโทรศัทพ์ ของใช้ส่วนตัว กินเที่ยว และนำไปเล่นการพนันออนไลน์ทั้งหมด จนกระทั่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจับกุมตามหมายจับ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมอยู่ระหว่างการขยายผลผู้ร่วมกระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป

ตำรวจภูธรภาค 5 แจ้งเตือนประชาชน
- ห้ามเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ทั้งเลข 13 หลัก วันเดือนปีเกิด และภาพถ่ายหน้า/หลังบัตร, เลขบัญชี และข้อมูลหน้า-หลังบัตรเครดิตหรือเดบิต (โดยเฉพาะรหัส CVV 3 ตัวด้านหลังบัตร), และห้ามกรอกข้อมูล รหัสต่างๆ ผ่านแพลตฟอร์มในคอมพิวเตอร์ที่ไม่มีที่มาหรือไม่น่าเชื่อถือ
- หากมีคนชักชวนให้ไปเปิดบัญชี หรือขอใช้บัญชีเพื่อรับโอนเงินโดยเด็ดขาด ให้สันนิษฐานไว้เสมอว่าผู้ชักชวนมีจุดประสงค์ให้รับโอนเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด มีโทษตามกฎหมาย และจะถูกดำเนินคดีในภายหลัง
- การเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้องหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้หรือยืมใช้เลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตน ทั้งนี้ โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ความผิดตามมาตรา 9 พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566)
- การเป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใด ๆ เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่า หรือให้ยืม บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่สองปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ความผิดตามมาตรา 10 พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566)



ร่วมแสดงความคิดเห็น