อดีตไกด์สาวผันชีวิต เลี้ยง “หมูดำเหมยซานคุโรบุตะ” แบบเกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบ จนเกิดการรวมกลุ่ม สร้างความมั่นคงให้ชุมชน
จากภาวะการตกต่ำของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับภาวะการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้มีหลายคนที่ทำงานในเมืองหลวงต้องถอยมาตั้งหลักหางานทำที่บ้านเกิด ซึ่งส่วนใหญ่จะเข้าสู่ภาคเกษตรกรรม เช่นเดียวกับเกษตรกรตัวอย่างครั้งนี้

น.ส.พิชญาภา ณรงค์ชัย อายุ 38 ปี 212 ม.5 ต.ศรีดอนไชย เล่าว่า เดิมเคยทำงานในบริษัททัวร์ญี่ปุ่น อยู่ กทม. ประมาณ 3 ปี แต่ต่อมาเมื่อปี 2558 บริษัทลดจำนวนพนักงาน เธอก็เป็นหนึ่งในคนที่ต้องกลับบ้านเกิด เมื่อมาอยู่บ้านก็พูดคุยกับญาติๆ ก็เห็นว่าที่แถวบ้านทำนาปลูกข้าวบนที่ดิน 15 ไร่ เป็นเกษตรเคมี 100% ประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องทุกปี จึงคิดปรับเปลี่ยนใหม่หมด
ก็เลยเริ่มทดลองโดยการไปหาหมูดำพันธุ์เหมยซานจาก อ.เชียงคำ จ.พะเยา ได้มาทั้งหมด 7-8 ตัว มาแบ่งกันเลี้ยง 7 คน เริ่มแรกยังเลี้ยงด้วยอาหารเม็ด แต่ต่อมาได้ลองผิดลองถูกโดยการเลี้ยงด้วยอาหารอินทรีย์ ปรากฏว่าหมูออกลูกดก เนื้อหมูมีรสชาดดีขึ้น แต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยมของท้องตลาด มีแค่ชาวเขาซื้อไปประกอบในพิธีกรรมต่างๆ จึงมีแนวคิดจะพัฒนาสายพันธ์ุให้เป็นพันธ์ุเนื้อ ให้เทียบเท่ากับหมูดำคุโรบุตะของญี่ปุ่น

ก็เลยขอความอนุเคราะห์ไปที่ ม.แม่โจ้ ก็ได้หมูดำเชียงใหม่ พันธุ์ F4 ซึ่งได้รับการพัฒนาสายพันธุ์มาเกือบสมบูรณ์ เมื่อเอามาผสมกับพันธุ์เหมยซาน ก็ได้หมูรูปร่างสวย เนื้อรสชาดดีขึ้น โดยเลี้ยงอาหารที่ปลอดเคมี ใช้ข้าว หญ้า ต้นกล้วย ที่ปลูกเอง ทำให้หมูมีรสชาดอร่อย มีไขมันแทรกอยู่ในเนื้อ หนังบาง และต่อมาก็ได้มีการเชื่อมโยงกับทางสิริญฟาร์ม จนได้หมูดำคุโรบุตะมาผสมด้วย ทำให้ปัจจุบันหมูดำที่เลี้ยงค่อนข้างจะเนื้อดี รสชาดอร่อย เนื่องด้วยอาหารที่เลี้ยงเป็นอินทรีย์ 100% เป็นหมูเกรดซุปเปอร์พรีเมี่ยม ชื่อพันธุ์ “หมูดำเหมยซานคุโรบุตะ”
อาหารที่ใช้เลี้ยงหมูดำของกลุ่มฯ จะใช้ข้าวอินทรีย์ที่ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี บดรวมกับหัวปลาและก้างปลานิลตากแห้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม โดยให้ทานสลับกับหยวกกล้วยและหญ้าเนเปียร์ที่ปลูกเอง จะไม่มีการใช้อาหารเม็ด

ปัจจุบันมีเกษตรกรที่หันมาเลี้ยงหมูดำและทำเกษตรอินทรีย์กันมากขึ้น จนมีการจัดตั้งเป็น “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มหมูดำเหมยซานเกษตรพอเพียง” มีผลิตภัณฑ์หลายอย่าง ทั้งหมูดำเหมยซานคุโรบุตะ ปลานิล กบ ตอนนี้มีสมาชิก 37 ครัวเรือน และมีแผนจะขยายเครือข่ายไปยังพื้นที่ใกล้เคียงในประมาณปลายปีนี้อีก 20 ครัวเรือน โดยให้เลี้ยงแค่ครัวเรือนละ 8-10 ตัว เพื่อควบคุมคุณภาพและไม่กระทบกับบ้านข้างเคียง แต่ผลผลิตที่ได้ก็ยังไม่พอกับความต้องการของท้องตลาด
กลุ่มวิสาหกิจหมูดำเหมยซานฯ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในระดับประเทศ เนื่องจากเคยได้รับรางวัลชุมชนต้นแบบ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนปีนี้ทางวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ยังพิจารณามอบรางวัล “เกษตรคุณธรรม” ให้อีก เป็นการการันตีว่าทางกลุ่มได้คำนึงถึงผลกระทบของสิ่งแวดล้อมจากการทำเกษตรเคมี จนปรับเปลี่ยนเป็นเกษตรแบบอินทรีย์เต็มรูปแบบ ลดการเผา สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าที่ต้องการผลผลิตแบบพรีเมี่ยม

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการทำเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ต้องมีแรงสนับสนุนที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะกำนันณัฐวุฒิ ไชยราช กำนันนักพัฒนาของ ต.ศรีดอนไชย และ อบต.ศรีดอนไชย ที่คอยซับพอร์ตในหลายๆ อย่าง จนทางกลุ่มได้มีการพัฒนาขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง แต่กลุ่มผู้เลี้ยงยังไม่หยุดการพัฒนาเพียงแค่นี้ อนาคตยังต้องการหาพันธมิตรหรือผู้สนับสนุนทุนเพื่อก่อสร้างโรงฆ่าสัตว์และโรงงานแช่แข็งเป็นของตนเอง เพราะทุกวันนี้ต้องไปจ้างโรงเชือด ประกอบกับตู้แช่มีน้อยกว่าออเดอร์ที่ลูกค้าต้องการ
เกษตรกรยุคใหม่ที่เน้นการทำเกษตรแบบอินทรีย์ และควบคุมคุณภาพจนเป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม กำลังเป็นที่ตัองการของท้องตลาด ตัวเกษตรกรต้องรู้จักปรับเปลี่ยน หาจุดเด่น สร้างจุดขายให้กับตนเอง และรู้จักขยายเครือข่าย เพื่อสร้างความเข้มแข็งมั่นคงให้กับชุมชนอย่างแท้จริง











ร่วมแสดงความคิดเห็น