วันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๖ ณ บ้านม่อนฝ้าย จ. เชียงใหม่ ท่ามกลางความปิติยินดีของครอบครัวบ่าวสาว ญาติมิตร และเพื่อนฝูงจากเชียงใหม่ และที่เดินทางมาร่วมงานจากกรุงเทพฯ ร่วม ๒๐๐ คน เวลา ๙.๓๙ น. ฤกษ์งามยามดี “นางสาว ลิตต้า วิบุลสันติ (๒๙ ปี)” หลานสาวของ “นาย วาทย์ วิบุลสันติ” อดีตรองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ และผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัว จ. เชียงใหม่ ได้เข้าพิธีหมั้นหมายตามขนบประเพณีล้านนา กับ “นาย ปพล วุฒิไกรเกรียง (๓๐ ปี)” โดยมี “นาย วรกร ตันตรานนท์” ทายาทผู้ก่อตั้งห้างตันตราภัณฑ์ ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าแห่งแรกของ จ. เชียงใหม่ และริมปิงซุปเปอร์มาร์เก็ต มานั่งเป็นประธานฝ่ายเจ้าสาวในพิธีมงคล
โดยพิธีหมั้นในครั้งนี้ ถือเป็นการรวมตัวทายาทตระกูลวิบุลสันติ โดยมี ทวด “ไพบูลย์ วิบุลสันติ” อายุ ๙๗ ปีเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลอยู่เป็นมิ่งขวัญของลูกหลาน
เจ้าสาวและเจ้าบ่าวจบการศึกษาจาก คณะอักษรศาสตร์ภาคอินเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ และทั้งคู่ได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น คณะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยวาเซดะ ที่โตเกียว และย้ายกลับมาประเทศไทย เพื่อบรรจุเข้าทำงานที่องค์กรความสัมพันระหว่างประเทศแห่งหนึ่ง

ตระกูลวิบุลสันติคือใคร?
ตระกูลวิบุลสันติเป็นตระกูลเก่าแก่ของ จ. เชียงใหม่ ที่สืบทอดลงมา ๕ ชั่วอายุคน โดยเริ่มมาจาก “นายดี วิบุลสันติ” เป็นที่รู้จักในนาม “เถ้าแก่ หมาแดง วิบุลสันติ” โดยในสมัยนั้นตระกูลวิบุลสันติเป็นตระกูลค้าขายล่องเรือผ่านแม่น้ำปิงทำการค้าขายระหว่างเชียงใหม่และบางกอก รวมไปถึงสินค้าประเภท เครื่องใช้ เครื่องนุ่มห่ม และเกลือ ในอดีตเถ้าแก่หมาแดงได้รับสมญานามว่า ราชาที่ดิน ของ จ. เชียงใหม่ โดยมีที่ดินอยู่ในครอบครองกว่า ๑,๐๐๐ ไร่
วิบุลสันติ ที่รู้จักในนามตระกูลใจบุญ จ.เชียงใหม่
ทรัพย์สินที่ตระกูลวิบุลสันติได้หลงเหลือไว้ให้ชาวเชียงใหม่ คือการที่เถ้าแก่หมาแดงได้บริจาคเงินเพื่อสร้างตึกโรงพยาบาลแมคคอร์มิคในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ เพื่อขยายพื้นที่โรงพยาบาลไว้สำหรับรองรับและดูแลผู้ป่วยมากขึ้น ความใจบุญของเถ้าแก่หมาแดงได้สืบทอดมาถึงรุ่นลูกหลาน โดยตระกูลวิบุลสันติได้บริจาคเงินสร้างตึก “กานดา วิบุลสันติ” ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ให้เป็นอาคารของโรงพยาบาลสวนดอก ใช้เป็นตึกสำหรับรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง เป็นห้องผ่าตัดเเละธนาคารเลือด และบริจาคที่ดินเพื่อก่อตั้งบ้านเด็กกำพร้าแห่งแรกของ จ. เชียงใหม่ ในนาม “บ้านกิ่งแก้ว วิบุลสันติ” เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๗ โดยทั้งหมดที่กล่าวมายังคงใช้การมาจนถึงปัจจุบันนี้












ร่วมแสดงความคิดเห็น