เข้าใจ SLE ใน 5 นาที : โรคที่ผู้หญิงเสี่ยงมากกว่าผู้ชายถึง 10 เท่า!

❇️เข้าใจ SLE ใน 5 นาที : โรคที่ผู้หญิงเสี่ยงมากกว่าผู้ชายถึง 10 เท่า!

🔸SLE หรือ Systemic Lupus Erythematosus เป็นโรคภูมิแพ้ตัวเองชนิดหนึ่ง ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติจนหันมาทำร้ายอวัยวะต่าง ๆ ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น ผิวหนัง ข้อต่อ ไต สมอง หรือแม้กระทั่งเม็ดเลือด ซึ่งคำว่า “Systemic” นั้นหมายถึงการที่โรคนี้มีผลต่อหลายระบบในร่างกาย

❓SLE คืออะไร
เดิมที SLE เป็นโรคที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักมากนัก เพราะอาการหลากหลายและซับซ้อน ทำให้วินิจฉัยได้ยาก ต้องอาศัยการสังเกตอาการร่วมกันหลายอย่าง เช่น ผื่นแดงที่หน้า (คล้ายปีกผีเสื้อ) ปวดข้อ อ่อนเพลียเรื้อรัง หรือมีความผิดปกติของเลือดและไต ฯลฯ ซึ่งผู้ป่วยแต่ละราย มีอาการผิดปกติที่อวัยวะแตกต่างกัน และความรุนแรงของโรคแตกต่างกันได้

ในประเทศไทย โรคนี้เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเมื่อปี พ.ศ.2535 จากกรณีของนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง “พุ่มพวง ดวงจันทร์” ที่เสียชีวิตจากโรคนี้ จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกในภาษาไทยว่า “โรคพุ่มพวง”

❓โรคนี้พบได้บ่อยแค่ไหน
ข้อมูลจากต่างประเทศรายงานว่า โรคนี้มีอุบัติการณ์ประมาณ 10-50 รายต่อประชากรแสนคน และในบางกลุ่มอาจสูงถึง 100 ราย โดยกลุ่มที่พบมากที่สุดคือผู้หญิง และเฉพาะผู้หญิงอายุช่วงวัยเจริญพันธุ์ พบมากกว่าผู้ชายถึง 10 เท่า

🔸เชื้อชาติและพันธุกรรมมีผล
เนื่องจากอุบัติการณ์ของโรคนี้แตกต่างกันไปตามเชื้อชาติ:
• พบมากที่สุดในคน African American
• รองลงมาใน Hispanic และ คนเอเชีย
• พบน้อยที่สุดใน คนผิวขาว

พันธุกรรมมีบทบาทอย่างมาก พบว่าญาติพี่น้องที่ป่วยด้วย SLE โดยเฉพาะฝาแฝด จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้ขึ้นสูงถึง 30% ส่วนพี่น้องทั่วไปมีโอกาสเป็นโรคประมาณ 2-5%

นอกจากนี้ โครโมโซม X ซึ่งพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ก็อาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของการเกิดโรคนี้

🔸สิ่งแวดล้อมเป็นตัวกระตุ้น
แม้จะมีพันธุกรรม แต่โรคอาจยังไม่แสดงออกจนกว่าจะมีปัจจัยกระตุ้นที่เหมาะสม เช่น:
• แสงแดด: โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาผิวหนัง โรคจะกำเริบเมื่อสัมผัสแดด
• การติดเชื้อไวรัส: เช่น Epstein-Barr virus ในเด็ก
• สารเคมี: เช่น สารบางชนิดในน้ำยาย้อมผม (ในอดีต) หรือสารพิษบางประเภท
• ยา: ยาควบคุมจังหวะหัวใจ หรือยาความดันบางชนิด ก็อาจกระตุ้นให้เกิดโรคได้

SLE เป็นโรคที่มีความซับซ้อน แต่สามารถควบคุมได้หากตรวจพบเร็วและได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้ดีขึ้น รวมถึงผู้ที่มีความเสี่ยง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ศ.พญ.นันทนา กสิตานนท์ หัวหน้าหน่วยโรคข้อและรูมาติสซั่ม ภาควิชาอายุรศาตร์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : กลุ่มงานสื่อสารองค์กร
งานประชาสัมพันธ์
คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ติดตามผ่านทาง Facebook : https://cmu.to/hoC1m

#MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU

ร่วมแสดงความคิดเห็น