อดีตพนักงานบริษัทจากเมืองกรุง เบนเข็มมาทำการเกษตรที่เชียงราย เผยสุขภาพดีขึ้น ชีวิตมีความสุขกว่าเดิม
วันที่ 29 ต.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านใหม่แสงแก้ว ม.11 ต.เจดีย์หลวง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย มีสามีภรรยาซึ่งเป็นอดีตพนักงานบริษัทในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ได้ตัดสินใจเออรี่รีไทร์และเบนเข็มชีวิตมาค้นหาความหมายของความพอเพียงที่ จ.เชียงราย โดยเริ่มต้นจากการนำที่ดินมรดกของพ่อมาสร้างเป็นที่พักไว้รองรับแขกที่เป็นญาติสนิทหรือเพื่อนฝูงที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ก่อนจะพัฒนาเป็นธุรกิจรีสอร์ท และต่อยอดมาสู่การทำงานด้านการเกษตร ซึ่งในความคิดส่วนตัวของทั้งคู่ถือว่าเป็นงานที่ตอบโจทย์กว่าการทำงานออฟฟิศ เพราะได้ทั้งสุขภาพที่แข็งแรง มีความสุข ไม่เครียด และยังพอมีเงินเก็บไว้ใช้จ่ายในบั้นปลายของชีวิต
นายวิทยา ศรีสมาน อายุ 66 ปี เจ้าของนภาดลรีสอร์ท เผยว่า ตนและ นางนิภา ศรีสมาน อายุ 58 ปี ภรรยา พื้นเพเดิมเป็นคนที่เกิดและเติบโตที่กรุงเทพมหานคร เคยทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศ แต่เมื่อทำนานๆไป ก็คิดว่ามันไม่ตอบโจทย์ เพราะค่าใช้จ่ายสูง เงินที่หาได้ก็หมดไปกับค่าใช้จ่ายประจำวัน หรือข้าวของเครื่องใช้ฟุ้งเฟ้อต่างๆ ได้เงินมาเท่าไหร่ก็ใช้หมดไป ไม่เคยมีเงินเก็บ จึงหาลู่ทางในการดำเนินชีวิตใหม่ ประกอบกับก่อนหน้านี้พ่อที่ได้มาซืัอที่ไว้ที่ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เพื่อปลูกดอกกุหลาบส่งขายปากคลองตลาด และเมื่อพ่ออายุเยอะขึ้นจึงต้องการวางมือ ก็เลยยกที่ตรงนี้ให้กับตน ขณะนั้นตนอายุได้ประมาณ 55 ปี ก็เลยตัดสินใจกับภรรยาพากันเออรี่รีไทร์ออกจากงานเก่า พากันมาหาลู่ทางทำกินที่เชียงราย มาตอนแรกยังไม่รู้จะมาทำอะไร แต่ต่อมามีญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงมาเที่ยวหา ก็ต้องไปหาที่พักข้างนอกซึ่งราคาแพง หรือต้องทำความสะอาดจัดบ้านเพื่อให้ได้แขกพักผ่อน จึงมีแนวคิดทำเป็นรีสอร์ทเพื่อใช้ต้อนรับแขกและเปิดเช่าสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งตอนที่เปิดใหม่ๆ ตอนนั้นวัดแสงแก้วโพธิญาณยังไม่ได้สร้าง แต่พอวัดสร้างขึ้นมาและมีคนที่เคารพศรัทธาในตัวครูบาอริยชาติฯ พากันมาเที่ยวมากขึ้น รีสอร์ทของตนก็เลยได้รับประโยชน์ในส่วนนั้นด้วย เพราะอยู่ห่างจากวัดแค่ประมาณ 700 ม. และในภายหลังได้มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกหลายอย่าง เช่น การล่องแพเปียกเขื่อนแม่สรวย, ศูนย์เรียนรู้นาของแม่ น้ำแร่แม่สรวย ฯลฯ ซึ่งรีสอร์ทของตนตั้งอยู่ตรงกึ่งกลาง สามารถไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ อ.แม่สรวย ได้อย่างสะดวก
นายวิทยา เผยต่ออีกว่า หลังเริ่มทำรีสอร์ทไปได้ระยะหนึ่ง ตนก็ต้องการต่อยอดมาทำงานด้านการเกษตร เพื่อหารายได้เสริม และนำรายได้และผลิตผลมาใช้หรือขายภายในรีสอร์ทได้อีกช่องทางหนึ่งด้วย โดยพืชตัวแรกที่เริ่มปลูกก็คือ ยางพารา โดยตอนแรกจะทำเอง กรีดเอง ขายเอง แต่ตอนนี้จะให้น้องชายมากรีดและนำเงินที่ขายได้มาแบ่งกัน จากนั้นก็เริ่มปลูกพืชอีกหลายชนิด เช่น กาแฟ สับปะรด มัลเบอรี่หรือลูกหม่อน แมคคาเดเมีย มะยงชิด ที่ปลูกเยอะตอนนี้ก็จะมีต้นอะโวคาโด ซึ่งปัจจุบันมีปลูกอยู่ 4 สายพันธุ์ได้แก่ ปีเตอร์สัน บัคคาเนีย พิงก์เคอร์ตั้น บูท และในอนาคตจะปลูกสายพันธ์ุพบพระ08 เพิ่มเติม และก็มีปลูกข้าวอินทรีย์สายพันธ์ุข้าวจ้าวแดงชนเผ่า31 ข้าวหอมปางมะผ้า ข้าวหอมมะลิดำ และข้าวเฟืองคำ
“หลังจากได้มาทำธุรกิจรีสอร์ทและการเกษตร ก็มีความสุขมากขึ้น สุขภาพแข็งแรงขึ้น ถึงรายได้ไม่แน่นอนเหมือนทำงานออฟฟิศ แต่ถ้าเราทำงานออฟฟิศเราได้เท่าไหร่ก็ใช้ไปเท่านั้น หาได้ก็ใช้ไป แต่สิ่งที่เราไม่ได้ก็คือสุขภาพ ร่างกายทรุดโทรม มีแต่ความเครียด เจอแต่ฝุ่นละอองและมลภาวะ พอเรามาลองทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริ เราอยากมาลองทำลองศึกษาดูว่าจะเป็นจริงตามนั้นไหม พอเรามาลองทำแล้วก็คิดว่ามันก็โอเค มีความสุขมากกว่าเมื่อก่อน เราพอเพียง ไม่ต้องดิ้นรนอะไร ถ้าให้เรากลับไปกรุงเทพตอนนี้ก็งคงไปไหนไม่ได้แล้ว เพราะมันเจริญขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แต่เรามีความสุขกับตรงนี้มากกว่า ตอนนี้เราอยากกินอะไรเราก็ปลูกกินเอง ไม่ใช้สารเคมี เหลือจากทานเองเราก็เอาไปขายหรือแจกจ่ายให้คนรู้จัก ทำให้เรามีร่างกายที่แข็งแรง มีชีวิตที่ยั่งยืนยาวนาน มีความสุข” นายวิทยาและนางนิภา กล่าว









ร่วมแสดงความคิดเห็น