ชัยธวัช-วีระยุทธ นำทีม “พรรคประชาชน” บุกเชียงราย! เปิดเวทีคาราวานกาสะลอง ปลุกพลังส้มยึด 7 เขต ชูรุ่งอรุณใหม่พ้นวงจรการเมืองเก่า
ช่วงค่ำวันที่ 3 ก.พ. 2569 พรรคประชาชนเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ “คาราวานกาสะลอง” ท่ามกลางบรรยากาศสุดเป็นกันเอง ณ ลานเพลย์ ร้านมโนรมย์ ริมแม่น้ำกก ต.ริมกก อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย โดยแกนนำตัวท็อปตบเท้าขึ้นเวทีคึกคัก ประกาศกร้าวขอคะแนนชาวเชียงรายกาส้มทั้ง 2 ใบ เพื่อส่ง “เท้ง ณัฐพงษ์” เป็นนายกรัฐมนตรี และทวงคืนอนาคตจากระบอบการเมืองแบบเดิม
บรรยากาศการปราศรัยในช่วงค่ำที่ผ่านมาเป็นไปอย่างคึกคักแต่เรียบง่าย โดยนายนิติพล ผิวเหมาะ ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ เป็นผู้เปิดเวทีท่ามกลางเสียงเชียร์ ก่อนจะส่งไม้ต่อให้ผู้สมัคร ส.ส.เชียงราย ทั้ง 7 เขต นำโดย นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์ (เขต 1) และเพื่อนผู้สมัครอีก 6 เขต ขึ้นทักทายพี่น้องประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความล้มเหลวของการจัดการปัญหาในพื้นที่ โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่แม่สายและแม่จัน ซึ่งสร้างความกระอักกระอ่วนใจให้คนในพื้นที่มาอย่างยาวนาน
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา (หมออ๋อง) ขึ้นเวทีด้วยลีลาดุดัน เรียกเสียงฮือฮาจากการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลปัจจุบันและพรรคร่วมรัฐบาล โดยยกตัวอย่างนโยบายที่เคยสัญญาไว้แต่ทำไม่ได้จริง โดยหยิบยกบทเรียนจากน้ำท่วมแม่สาย วิพากษ์วิจารณ์การเยียวยาที่ล่าช้าและไม่ทั่วถึง โดยเปรียบเทียบกับงบประมาณจัดการน้ำมหาศาลที่ลงไปแต่ไม่เห็นผลในทางปฏิบัติ (ระบบเตือนภัยที่ทำงานไม่ได้จริง) ฉะนโยบาย “พูดแล้วทำ(ไม่ได้)” โจมตีพรรคร่วมรัฐบาลรายบุคคลถึงนโยบายที่เคยหาเสียงไว้ ทั้งเรื่องค่าไฟและการติดตั้งโซลาร์เซลล์ รวมถึงปัญหาคอร์รัปชันในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ และชูนโยบายของพรรคเพื่อ “เสียงที่ไม่มีใครได้ยิน” เน้นสวัสดิการที่ครอบคลุมตั้งแต่เด็กในครรภ์ไปจนถึงกลุ่มคนชายขอบ และนโยบาย “หมาแมว” (ลดหย่อนภาษีผู้เลี้ยงสัตว์และจัดการสัตว์จร) เพื่อสะท้อนว่าพรรคใส่ใจทุกชีวิต
“ประชาชนคือเสรีชนเต็มภาคภูมิ ไม่ใช่ลูกน้องของใคร ส.ส.ต่างหากที่เป็นของประชาชน อย่าให้คนมีเงินหรือมีอิทธิพลมานึกว่าจะทำอะไรก็ได้ สั่งสอนพวกมันผ่านคูหาเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้” หมออ๋องกล่าว
ทางด้าน นายเดชรัต สุขกำเนิด ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีด้านคุณภาพชีวิต กางพิมพ์เขียวยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเชียงราย ใช้ข้อมูลเชิงสถิติ (Data-driven) เพื่อชี้ให้เห็นว่าเชียงรายกำลัง “ถอยหลัง” และเสนอทางออกที่เป็นรูปธรรม โดยเปิดตัวเลขว่าเชียงรายร่วงไปอยู่อันดับ 70 ของประเทศในด้านดัชนีความก้าวหน้าของคน (HAI) แม้รายได้เฉลี่ยจะดูดี แต่อัตราคนจนกลับพุ่งสูงขึ้นเป็น 15% ในปัจจุบัน นายเดชรัตเสนอคูปองผลิตภัณฑ์ 50,000 บาทต่อไร่ เพื่อช่วยเกษตรกร (เช่น ชาวสวนส้มโอเวียงแก่น) ให้สามารถแปรรูปสินค้าหนีปัญหาราคาตกต่ำ เปลี่ยน อสม. ให้เป็น “แนวหน้าสุขภาพ” มีรายได้หลักหมื่น เพื่อดูแลสังคมผู้สูงอายุที่เชียงรายมีสัดส่วนสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ประกาศนโยบายจัดการมลพิษข้ามพรมแดนทันทีที่เป็นรัฐบาล โดยใช้มาตรการทางภาษีและการเจรจาระหว่างประเทศ ไม่ยอมให้กลุ่มทุนนำเข้าผลผลิตที่มาจากการเผาป่า
จากนั้น นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ขึ้นมากล่าวปราศรัยโดยเน้นเรื่องยุทธศาสตร์การเมืองและการสร้างความเชื่อมั่น ย้อนรอยตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ จนมาเป็นก้าวไกลที่ชนะเลือกตั้งอันดับ 1 แต่ถูกกลไก สว. และการสมคบคิดขัดขวางไม่ให้จัดตั้งรัฐบาล และตอบโต้กระแสข่าวที่ว่า “พรรคประชาชนจะชนะเลือกตั้ง แต่ไม่ได้เป็นนายกฯ” โดยย้ำว่าหากประชาชนรวมพลังกันเกิน 200 เสียง อำนาจนอกระบบจะต้านทานความต้องการของประชาชนไม่ได้
นายชัยธวัช ได้ขอให้ “หัวคะแนนธรรมชาติ” ช่วยกันคุยกับคนที่ยังลังเล หรือคนที่รับข่าวปลอม (Fake News) เกี่ยวกับพรรค เพื่อชี้แจงความจริงและความตั้งใจจริงในการทำงาน ย้ำให้มวลชนร่วมกันเฝ้าคูหาและตรวจสอบการนับคะแนน เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นเหมือนการเลือกตั้งล่วงหน้า
ช่วงท้ายของการปราศรัย นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (อาจารย์ต้น) ได้เน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์การเลือกตั้งครั้งนี้ว่า “ชนะอย่างเดียวไม่พอ ต้องชนะให้ขาด” เพื่อสกัดกั้นการรวมตัวของพรรคการเมืองเก่าที่อาจจ้องสืบทอดอำนาจแม้ไม่มี สว. แล้วก็ตาม โดยชี้ให้เห็นว่าระบบ “บ้านใหญ่” พยายามดึงเศรษฐกิจไทยให้อยู่กับวงจรเดิมๆ และพึ่งพิงธุรกิจสีเทาเพื่อหาเงินมาซื้อเสียง เปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาอย่างอังกฤษและญี่ปุ่นว่าไทยมีงบประมาณและบุคลากรเพียงพอ แต่ปัญหาคือการ “กินหัวคิว” ในทุกระดับ ตั้งแต่ถนนไปจนถึงโครงการไฮเทค
นายวีรยุทธ อธิบายคณิตศาสตร์การเมืองว่า “บัตรสีเขียว” (ส.ส. เขต) มีพลังสูงมากในการส่งตัวแทนไปโหวตนายกฯ จึงขอให้ชาวเชียงรายกาส้มทั้ง 2 ใบเพื่อให้คะแนนไม่ตกหล่น และรัฐบาลพรรคประชาชนจะใช้ “Nato Power” ของไทยในการเจรจาระดับภูมิภาค ทั้งปัญหาเมียนมาและจีน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนตัวเล็กตัวน้อย
อาจารย์ต้นทิ้งท้ายด้วยการปลุกใจให้ชาวเชียงรายตื่นรับ “รุ่งอรุณใหม่” ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ โดยหวังเห็นประเทศไทยที่เป็นสังคมแห่งโอกาส ไร้คอร์รัปชัน และเป็นรัฐบาลที่เห็นหัวประชาชนอย่างแท้จริง
หลังจบการปราศรัย แกนนำและผู้สมัครได้ร่วมถ่ายภาพหมู่และรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด ก่อนจะแยกย้ายเพื่อเดินทางต่อไปที่ จ.เชียงใหม่ ในการลงพื้นที่หาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้




ร่วมแสดงความคิดเห็น