มหกรรมวันน้ำโลกเชียงรายคึกคัก! ยื่น 12 ข้อเสนอแก้วิกฤต ‘น้ำกิน-น้ำใช้’ ปนเปื้อนพิษข้ามพรมแดน จี้รัฐบาลบรรจุวาระเร่งด่วน
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 ณ วัดฝั่งหมิ่น และสวนสาธารณะเทศบาลริมน้ำกก อ.เมือง จ.เชียงราย เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน ร่วมกับสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และประมงจังหวัดเชียงราย จัดงาน มหกรรมประชาชนปกป้องแม่น้ำข้ามพรมแดน เนื่องในโอกาสวันน้ำโลก ภายใต้ธีม “สิทธิในการเข้าถึงน้ำที่สะอาดและปลอดภัย” โดยมีกิจกรรมตั้งแต่ช่วงเช้าจรดค่ำ เพื่อสะท้อนวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่กำลังคุกคามลุ่มน้ำในภาคเหนือ และกิจกรรมสำคัญในภาคบ่ายได้แก่เวทีขัอเสนอเชิงนโยบายต่อผู้แทนรัฐบาล พรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ ครูตี๋ ผู้ก่อตั้งกลุ่มรักษ์เชียงของ และโฮงเฮียนแม่น้ำของ เปิดประเด็นด้วยความผิดหวังต่อท่าทีของรัฐบาลที่ขาดความกระตือรือร้นในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการที่ไม่มีตัวแทนฝั่งรัฐบาลมาร่วมรับฟังเสียงของชาวบ้านในวันนี้ พร้อมย้ำว่าปัญหาการปนเปื้อนสารพิษจากเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านส่งผลกระทบถึงลูกหลานในระยะยาว
ภาคประชาชนจึงได้ยื่น ข้อเสนอเชิงนโยบาย 12 ข้อ ได้แก่
- เปิดเผยข้อมูลการนำเข้าแร่ รัฐบาลต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการนำเข้าแร่สำคัญจากเมียนมาผ่านด่านต่างๆ (เช่น พลวง, ตะกั่ว, ดีบุก, ทองแดง, แร่หายาก/Rare Earth) และต้องสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่อุปทาน (Traceability) ว่านำมาจากแหล่งใด
- ตรวจสอบบูรณาการหาแหล่งกำเนิด ให้หน่วยงานภาครัฐและวิชาการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อหาแหล่งกำเนิดของโลหะหนักที่พบในแม่น้ำ ตะกอนดิน พืชผัก ห่วงโซ่อาหาร และในร่างกายมนุษย์
- สร้างแผนที่ความเสี่ยง (Risk Map) จัดทำแผนที่ความเสี่ยงในแม่น้ำ 6 สายหลัก รวมถึงลุ่มน้ำโขงและสาละวิน เพื่อเฝ้าระวังการสะสมของสารโลหะหนักปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม
- แผนเฝ้าระวังและประเมินผลกระทบระยะยาว รัฐบาลต้องทำแผนเฝ้าระวังและประเมินผลการสะสมของสารพิษในสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหารอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี
- จัดตั้งห้องปฏิบัติการประจำจังหวัด จัดให้มีห้องปฏิบัติการ (Lab) ทางเลือกที่สามารถตรวจวิเคราะห์สารโลหะหนักได้อย่างครบวงจรและรวดเร็วในระดับจังหวัด
- ย้ายแหล่งน้ำดิบผลิตประปา สนับสนุนงบประมาณให้การประปาส่วนภูมิภาคย้ายจุดสูบน้ำดิบแห่งใหม่แทนการใช้น้ำจากแม่น้ำกก สาย และโขง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในจังหวัดเชียงราย
- ฟื้นฟูแหล่งน้ำในตัวเมือง ดำเนินการฟื้นฟูแหล่งน้ำในเขตตัวเมืองและแม่น้ำสาขาให้กลับมาสะอาดเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสารพิษ
- ตั้งคณะกรรมการระดับชาติ แต่งตั้งคณะกรรมการที่มีองค์ประกอบจากภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาชน เพื่อกำหนดนโยบายแก้ปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนข้ามพรมแดนร่วมกัน
- เปิดการเจรจาระหว่างประเทศ รัฐบาลต้องเจรจากับเมียนมา จีน และกองกำลังชาติพันธุ์ตลอดแนวชายแดน เพื่อหาทางปิดเหมืองแร่ที่เป็นต้นเหตุของผลกระทบข้ามพรมแดน
- จัดหาแหล่งน้ำปลอดภัยให้พื้นที่แม่อาย เร่งจัดหาแหล่งน้ำที่ปลอดภัยให้กับชุมชนใน 2 ตำบล คือ ต.ท่าตอน และ ต.แม่นาวา อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
- จัดหาแหล่งน้ำดิบสำรองขนาดใหญ่ จัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่ทดแทนน้ำจากแม่น้ำโขง-สาย-กก เพื่อผลิตน้ำประปาเลี้ยง 70,000 ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ
- มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ รัฐบาลต้องมีมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนให้กับผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยวริมแม่น้ำกก ผู้ประกอบการแพเปียก และร้านอาหารบริเวณชายแดน
นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.พรรคประชาชน จ.เชียงใหม่ ในฐานะคณะอนุกรรมการมลพิษทางน้ำข้ามแดน ระบุว่าปัจจุบันมีการทำฐานข้อมูล Google Map เพื่อติดตามจุดปนเปื้อน แต่ยังขาดการอัปเดตข้อมูลจากภาครัฐ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าค่ามาตรฐานความปลอดภัยของไทยยังต่ำกว่าสากล เช่น กรณีสารปรอทในปลา หรือสารหนูในข้าวนาปีที่พบปริมาณสูงเกือบเกินมาตรฐานแต่รัฐกลับนิ่งเฉย
นายภัทรพงษ์เสนอว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องเป็น “หัวเรือหลัก” ในการเจรจาระหว่างประเทศ ไม่ใช่โยนให้กระทรวงต่างประเทศเพียงอย่างเดียว และต้องเป็นการเจรจาแบบพหุภาคี (ไทย-เมียนมา-จีน-ลาว) ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.แร่ ออกกฎกระทรวงบังคับให้บริษัทผู้นำเข้าต้องระบุแหล่งที่มาและระบบบำบัดน้ำเสียของเหมืองต้นทาง
นายพละวัต ตันศิริ สมาชิกวุฒิสภา จ.เชียงราย เปิดเผยความคืบหน้าว่าได้มีการหารือในสภาเพื่อผลักดันการจัดตั้งแล็บตรวจสารพิษในจังหวัดเชียงราย โดยมีการเสนอตั้งงบประมาณที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงประมาณ 26 ล้านบาท และงบดำเนินการอีก 30 ล้านบาทในระยะ 5 ปี ซึ่งจะช่วยให้การตรวจสารตกค้างในพืชผักที่นำเข้าผ่านด่านชายแดนทำได้รวดเร็วขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำอย่างเดียว
นอกจากนี้ ยังเสนอโมเดลการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยอาจเสนอให้รัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านหรือรัฐวิสาหกิจที่มีมาตรฐานสูง (เช่น จากจีน) เข้ามาบริหารจัดการเหมืองแทนกลุ่มทุนที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมในเชิงโครงสร้าง
น.ส.มณีรัฐ เขมะวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา จ.เชียงราย ระบุว่าปัญหาดังกล่าวมีการหารือมาตั้งแต่ปี 2553 แต่ยังไม่สัมฤทธิ์ผล จึงเสนอให้แบ่งนโยบายเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1. ระดับพื้นที่ สนับสนุนการทำงานของภาคประชาสังคมและท้องถิ่น 2. ระดับประเทศ รัฐบาลต้องมีความจริงใจในการบริหารจัดการงบประมาณแบบบูรณาการ 3. ระดับระหว่างประเทศ ต้องตรวจสอบย้อนกลับไปถึง “กลุ่มทุน” ที่ได้รับผลประโยชน์จากการทำเหมือง และมีระบบติดตามการเจรจาอย่างต่อเนื่อง
หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมเวทีเสวนา ได้มีตัวแทนภาคประชาชน เยาวชน ยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดน โดยมี ส.ส. และ สว. ที่มาร่วมเวทีเสวนาเป็นผู้รับหนังสือเพื่อนำปัญหาไปสู่การพิจารณาแก้ไขในระดับรัฐบาล
เวทีเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาคประชาชนและฝ่ายนิติบัญญัติมีความตื่นตัวสูงต่อวิกฤตน้ำกินน้ำใช้ปนเปื้อนพิษ โดยหลังจากนี้ข้อเสนอทั้งหมดจะถูกนำไปเสนอต่อเวทีแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี เพื่อบีบให้รัฐบาลบรรจุเรื่อง “มลพิษข้ามพรมแดน” เป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมภายในปีนี้




ร่วมแสดงความคิดเห็น