นายอำเภอแม่สะเรียง เปิดงาน “เดปอถู่” บ้านแม่กองคา ตอกย้ำความสำเร็จภูมิปัญญาดูแลป่ากว่า 30 ปี — “ป่าที่ไร้ไฟ เพราะคนในช่วยกันรักษา”
เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ณ พื้นที่ป่าเดปอถู่ ปก่าปอกวี้แฮอะโล บ้านแม่กองคา หมู่ที่ 10 ตำบลแม่ยวม อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอนนายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการสืบสานวัฒนธรรมเดปอถู่ และพิธีกรรมบวชป่า” เพื่อเชิดชูภูมิปัญญาพื้นบ้านในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยมีนายชาญชัย อมรใฝ่สีแดง ผู้ใหญ่บ้านแม่กองคา พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายลุ่มน้ำสาละวิน และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับ
กิจกรรมสำคัญภายในงานประกอบด้วย
- พิธีผูก “เดปอ” และอธิษฐานคุ้มครองป่า: นายอำเภอร่วมกับชุมชนประกอบพิธีนำสายสะดือเด็กแรกเกิดผูกไว้กับต้นไม้ (เดปอถู่) และร่วมพิธีอธิษฐานจิตเพื่อคุ้มครองพื้นที่ป่าแห่งนี้ ซึ่งเป็นพันธสัญญาทางจิตวิญญาณที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เพื่อให้คนกับป่าเติบโตและดูแลซึ่งกันและกัน
- เวทีเสวนาแนวคิดจัดการป่า: การแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างส่วนราชการ อุทยานแห่งชาติสาละวิน และผู้นำชุมชน ภายใต้แนวคิด “การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยชุมชน” เพื่อหาแนวทางบริหารจัดการป่าต้นน้ำและการป้องกันไฟป่าในระยะยาว สอดคล้องกับแนวทางการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงตามมติ ครม.
- ถอดบทเรียนความสำเร็จกว่า 30 ปี (พ.ศ. 2536 – ปัจจุบัน): ชุมชนบ้านแม่กองคาได้ร่วมกันอนุรักษ์พื้นที่ป่าและประกอบพิธีกรรมอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2536 โดยพบข้อมูลที่สำคัญว่า พื้นที่ป่าเดปอถู่แห่งนี้ไม่เคยเกิดไฟป่าเลยแม้แต่ครั้งเดียว ปัจจุบันสภาพป่ามีความชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และเป็นแหล่งอาหารทางธรรมชาติที่สร้างความร่มรื่นให้แก่หมู่บ้าน ตอกย้ำว่าชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืนด้วยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนอย่างแท้จริง
พลังความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย
การจัดงานในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ได้แก่:
- ชุมชนบ้านแม่กองคา
- มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ (WisE)
- เครือข่ายจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำสาละวิน
- ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน
- สมาคมกะเหรี่ยงไทย (KTA)
นายอำเภอแม่สะเรียงได้เน้นย้ำว่า ความสำเร็จของบ้านแม่กองคาถือเป็นโมเดลต้นแบบในการจัดการตนเองของชุมชน ซึ่งภาครัฐพร้อมให้การสนับสนุนเพื่อรักษาป่าต้นน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพให้คงอยู่สืบไป โดยมีเยาวชนและคนในชุมชนเข้าร่วมงานกว่า 120 คน เพื่อพร้อมใจกันสืบทอดเจตนารมณ์การรักษา “ป่าสะดือ” แห่งนี้





ร่วมแสดงความคิดเห็น