เครือข่ายลุ่มน้ำกกยื่น 5 ข้อถึง “สุชาติ” เร่งแก้สารโลหะหนักปนเปื้อนข้ามแดน

วันที่ 20 พ.ค. ตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง นำโดย ดร.สืบสกุล กิจนุกรณ์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ออกแถลงการณ์ถึงนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรียกร้องให้หน่วยงานในสังกัดเร่งปรับแนวทางแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก ซึ่งไหลมาจากพื้นที่เหมืองแร่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ผ่านพื้นที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และเข้าสู่ จ.เชียงราย

โดยเครือข่ายฯ ระบุว่า ปัจจุบันปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกกส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ทั้งด้านน้ำอุปโภคบริโภค ภาคการเกษตร รวมถึงความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ จึงขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ เครือข่ายฯ ได้เสนอข้อเรียกร้องต่อ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวม 5 ข้อ โดยข้อแรกเรียกร้องให้กรมควบคุมมลพิษกลับไปตรวจวัดสารโลหะหนักในน้ำและตะกอนดินที่บริเวณชายแดนบ้านแก่งตุ๋ม ซึ่งเป็นจุดตรวจเดิมรหัส “KK01” เพื่อยืนยันแหล่งกำเนิดของสารปนเปื้อนจากเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา หลังจากเมื่อเดือน พ.ย.2568 กรมควบคุมมลพิษได้ย้ายจุดตรวจดังกล่าวมาอยู่ที่บริเวณสะพานท่าตอน ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ แทน โดยให้เหตุผลเรื่องความยากลำบากในการเข้าถึงพื้นที่

อย่างไรก็ตาม เครือข่ายฯ เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวยังอยู่ในเขตประเทศไทย และหน่วยทหารในพื้นที่พร้อมอำนวยความสะดวกในการนำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดิน จึงไม่ควรยกเลิกจุดตรวจเดิมที่มีความสำคัญต่อการพิสูจน์ต้นตอของมลพิษ

ข้อเสนอข้อที่สอง ขอให้กรมควบคุมมลพิษขยายจุดตรวจสารโลหะหนักในแม่น้ำโขง บริเวณ อ.เชียงของ และ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ตามแนวชายแดนไทย-สปป.ลาว เพื่อให้มีข้อมูลคุณภาพน้ำครอบคลุมตลอดช่วงแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านประเทศไทย

ข้อที่สาม เรียกร้องให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเร่งดำเนินการจัดหาน้ำให้ประชาชน 11 หมู่บ้านในพื้นที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ หลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เคยรับปากกับประชาชนไว้เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2568 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการขุดเจาะบ่อบาดาลแม้แต่แห่งเดียว

ข้อที่สี่ ขอให้กรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดาล สำรวจและจัดหาแหล่งน้ำใหม่ให้กับพื้นที่เกษตรกรรมไม่น้อยกว่า 130,000 ไร่ ใน จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย เพื่อทดแทนการใช้น้ำจากแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ที่อาจปนเปื้อนสารโลหะหนัก โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ข้าว กระเทียม ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดหวาน ถั่วแระ ถั่วแขก กระเจี๊ยบเขียว มันฝรั่ง และพืชผักสวนครัว ซึ่งมีการจำหน่ายทั้งภายในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ

ส่วนข้อเสนอข้อสุดท้าย ขอให้กรมทรัพยากรน้ำทบทวนโครงการศึกษาพื้นที่พรุหญ้าท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ วงเงินงบประมาณ 40 ล้านบาท เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรม พร้อมเสนอให้นำงบประมาณดังกล่าวไปใช้ในการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรแทน

ดร.สืบสกุล กล่าวว่า เครือข่ายประชาชนคาดหวังว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเร่งผลักดันมาตรการต่างๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง ที่กำลังได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษข้ามพรมแดนดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง.

ร่วมแสดงความคิดเห็น