ไม่รอด! ตำรวจท่องเที่ยวบูรณาการล่าข้ามภาค รวบหนุ่มโปแลนด์ฉกเงินเพื่อนร่วมชาติกว่า 7 แสนบาท หนีจากภูเก็ตมาพักอาศัยที่เชียงใหม่ พ่วงโอเวอร์สเตย์กว่า 130 วัน
ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ซึ่งกำชับให้ทุกหน่วยในสังกัดยกระดับการสืบสวน ติดตาม และจับกุมชาวต่างชาติที่กระทำความผิดกฎหมาย โดยเน้นการบูรณาการข้อมูลข่าวสารและประสานการปฏิบัติระหว่างหน่วยงานตำรวจท่องเที่ยวทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว และรักษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ชุดสืบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 (เชียงใหม่) ได้รับการประสานข้อมูลจากชุดสืบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 (ภูเก็ต) กรณีผู้ต้องหาสัญชาติโปแลนด์ ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลแขวงภูเก็ต ในความผิดฐานลักทรัพย์ ภายหลังจากก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตแล้วหลบหนีมาพักอาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่
สืบเนื่องจากผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวโปแลนด์ และเป็นเพื่อนร่วมงานของผู้ต้องหา ได้เข้าแจ้งความว่า เงินสดส่วนตัวจำนวนเกือบ 300,000 บาท และเงินสดของบริษัทที่รวบรวมไว้เพื่อนำส่งอีกกว่า 400,000 บาท ได้สูญหายไป รวมมูลค่าความเสียหายเกือบ 700,000 บาท จากการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาได้ลักทรัพย์ดังกล่าว ก่อนทิ้งข้อความไว้ว่า “มีความจำเป็นต้องทำเช่นนี้” แล้วขาดการติดต่อกับผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลแขวงภูเก็ตออกหมายจับ
ภายหลังการออกหมายจับ ชุดสืบสวนตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ตได้สืบสวนติดตามเส้นทางการหลบหนีของผู้ต้องหาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งสืบทราบว่าผู้ต้องหาได้หลบหนีมาพักอาศัยอยู่ภายในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่ จึงประสานข้อมูลเชิงลึกไปยังชุดสืบสวนตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ เพื่อร่วมกันวางแผนติดตามและเข้าจับกุม จนสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ตามหมายจับ โดยผู้ต้องหารับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลการพำนักในราชอาณาจักรไทย ยังพบว่าผู้ต้องหาอยู่ในประเทศไทยเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (Overstay) เป็นเวลากว่า 130 วัน เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
การจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการบูรณาการข้อมูลข่าวสารและการปฏิบัติงานร่วมกันของหน่วยงานตำรวจท่องเที่ยวในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งสามารถเชื่อมโยงข้อมูล แม้ผู้ต้องหาจะหลบหนีข้ามพื้นที่จากจังหวัดภูเก็ตมายังจังหวัดเชียงใหม่ก็ตาม ตอกย้ำความพร้อมของตำรวจท่องเที่ยวในการประสานการปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนอย่างต่อเนื่อง




ร่วมแสดงความคิดเห็น