คณะวิทยาการอิสลาม ม.อ.ปัตตานี ผนึก ศธ. และภาคีเครือข่ายเปิดเวที Co-Design ออกแบบอนาคตการศึกษาปัตตานี ขับเคลื่อน Learning City ด้วยงานวิจัย สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต
คณะวิทยาการอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาของพื้นที่ชายแดนใต้ โดยใช้ “งานวิจัย” เป็นกลไกเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การกำหนดนโยบายและการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและภาคีเครือข่าย เปิดเวที “PATTANI Co-Design Forum on Education Futures and Learning Ecosystem” ระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมออกแบบพิมพ์เขียวการศึกษาและระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ของจังหวัดปัตตานี เพื่อผลักดันจังหวัดสู่การเป็น เมืองแห่งการเรียนรู้ ที่ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมและยั่งยืน
วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ณ สำนักงานวิทยาเขตปัตตานี คณะวิทยาการอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และภาคีเครือข่าย เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การศึกษาในพื้นที่ภาคใต้ เปิดเวทีร่วมออกแบบพิมพ์เขียวการศึกษาและระบบนิเวศการเรียนรู้จังหวัดปัตตานี : PATTANI Co-Design Forum on Education Futures and Learning Ecosystem เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาการศึกษาและออกแบบระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ของจังหวัดปัตตานี โดยมี นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ฝ่ายการเมือง กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่องการนำนโยบายกระทรวงศึกษาธิการสู่การปฏิบัติ พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัตชัย เอื้ออนันตสันต์ รองอธิการบดีวิทยาเขตปัตตานี กล่าวต้อนรับและบรรยายพิเศษเกี่ยวกับบทบาทของมหาวิทยาลัยในการยกระดับคุณภาพการศึกษาของจังหวัด และ นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี บรรยายพิเศษในหัวข้อ อนาคตการศึกษาจังหวัดปัตตานี : โอกาส ความหวัง และการพัฒนา
นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายพิเศษจาก รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณดี สุทธินรากร ผู้แทนหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรภาคย์ ไมตรีพันธ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพันธกิจสังคม วิทยาเขตปัตตานี และ ดร.ชารีฟท์ สือนิ ศึกษาธิการจังหวัดปัตตานี ที่ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการพัฒนาการศึกษาเชิงพื้นที่และการเชื่อมโยงบริบทท้องถิ่นกับการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมทั้งเปิดเวทีระดมความคิดเห็น แลกเปลี่ยนข้อเสนอ และออกแบบแนวทางการพัฒนาการศึกษาของจังหวัดปัตตานี ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างพิมพ์เขียวการศึกษาและระบบนิเวศการเรียนรู้ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ เชื่อมโยงทุนทางสังคมและวัฒนธรรม และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตอย่างยั่งยืน
งานในครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่ายชั้นนำ อาทิ คณะวิทยาการอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.), THAILAND RISE FUND, สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดปัตตานี, มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา, มหาวิทยาลัยฟาฏอนี และคณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษาการศึกษา (Education Sandbox) จังหวัดปัตตานี เพื่อร่วมกันปักหมุดหมายใหม่ให้กับการศึกษาไทยในระดับภูมิภาค ภายใต้โครงการวิจัย “การพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้เชิงอัตลักษณ์และความไว้วางใจ เพื่อยกระดับสมรรถนะตามความต้องการของท้องถิ่นและสากล ภายใต้กลไกการกระจายอำนาจในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดปัตตานี” ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.มูฮัมหมัดอาฟีฟี อัซซอลีฮีย์ คณะวิทยาการอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย พร้อมด้วยคณะนักวิจัย
นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ฝ่ายการเมือง ได้กล่าวแสดงปาฐกถาพิเศษเรื่องการนำนโยบายกระทรวงศึกษาธิการสู่การปฏิบัติ ว่า กระทรวงศึกษาธิการพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงเสียงสะท้อนจากพื้นที่สู่การกำหนดนโยบายระดับประเทศ เพื่อให้การพัฒนาการศึกษาสอดคล้องกับบริบทและศักยภาพของแต่ละพื้นที่ โดยจังหวัดปัตตานีถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านทรัพยากรมนุษย์ และมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การเป็นต้นแบบของการพัฒนาพื้นที่แห่งการเรียนรู้ของประเทศได้ ทั้งนี้ จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่ พบว่าจังหวัดปัตตานีมีความพร้อมในการพัฒนา Learning Space หรือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ระดับชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต โดยการศึกษาไม่จำกัดอยู่เพียงในระบบโรงเรียน แต่ต้องส่งเสริมรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายและสอดคล้องกับศักยภาพของผู้เรียน
.
กระทรวงศึกษาธิการกำลังขับเคลื่อนการพัฒนาหลักสูตรและรูปแบบการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น รองรับทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน การอาชีวศึกษา การศึกษาทางเลือก และโฮมสคูล เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเลือกเส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความถนัดและเป้าหมายของตนเอง ควบคู่กับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาผ่านโครงการ Thai Zero Dropout ซึ่งมุ่งติดตามและนำเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษากลับเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้อีกครั้ง พร้อมผลักดันแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อยกระดับทักษะและคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัยอย่างต่อเนื่อง อันนำไปสู่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่เข้มแข็งและยั่งยืน.
.
โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ฝ่ายการเมือง ระบุว่า การปฏิรูปการศึกษาในปัจจุบันมุ่งยกระดับคุณภาพผู้เรียนควบคู่กับการลดภาระงานครูภายใต้นโยบาย “คืนครูสู่ห้องเรียน” เพื่อให้ครูมีเวลาในการจัดการเรียนการสอนและพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งเร่งบูรณาการเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ เพื่อเตรียมความพร้อมผู้เรียนต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสิทธิของผู้เรียนและครู โดยมีการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพครูและนักเรียน รวมถึงอยู่ระหว่างผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น รองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเปิดโอกาสให้พื้นที่สามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้ได้สอดคล้องกับศักยภาพของผู้เรียนมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังระบุว่าจังหวัดปัตตานีมีจุดแข็งด้านความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม โดยเฉพาะศักยภาพของเด็กและเยาวชนที่ใช้ได้หลายภาษา ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการพัฒนากำลังคนในอนาคต หากได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นระบบจะช่วยสร้างโอกาสทั้งด้านการศึกษา การประกอบอาชีพ และการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ย้ำว่าการพัฒนาการศึกษาไม่ใช่ภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการเพียงหน่วยงานเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด “All for Education” เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน
.
ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัตชัย เอื้ออนันตสันต์ รองอธิการบดีวิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) กล่าวบรรยายพิเศษเรื่องบทบาทของมหาวิทยาลัยกับการยกระดับคุณภาพการศึกษาของจังหวัดปัตตานี ว่า แนวทางการขับเคลื่อน “เมืองแห่งการเรียนรู้” จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ โดยจังหวัดปัตตานีมีต้นทุนทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง ซึ่งสะท้อนบทบาทการเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้มาอย่างต่อเนื่องในอดีต สำหรับแนวคิดเมืองแห่งการเรียนรู้ตามกรอบขององค์การยูเนสโก นั้น ไม่ได้วัดจากจำนวนสถานศึกษา แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับประชาชนทุกช่วงวัย โดยการเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่ของเมือง ทั้งชุมชน สถานประกอบการ พื้นที่สาธารณะ และศาสนสถาน
.
รองอธิการบดีวิทยาเขตปัตตานี ระบุว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาในฐานะศูนย์กลางประสานความร่วมมือ ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมจากภาควิชาการไปสู่การพัฒนาพื้นที่ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในพื้นที่ เพื่อให้คนรุ่นใหม่สามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดและมีบทบาทในการพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง รวมถึงการนำองค์ความรู้หลากหลายสาขามาบูรณาการเพื่อใช้ประโยชน์ในระดับชุมชน
.
ในด้านแนวคิดเชิงระบบ รองอธิการบดีวิทยาเขตปัตตานีได้กล่าวถึง “ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้” ว่า เป็นกลไกที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ไม่ได้จำกัดอยู่ที่สถาบันการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเชื่อมโยงการเรียนรู้ระหว่างภาครัฐ เอกชน องค์กรท้องถิ่น และประชาชน ขณะเดียวกัน ยังเน้นบทบาทของเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ ในการเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ของประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม
.
รองอธิการบดีวิทยาเขตปัตตานี กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้จำเป็นต้องตั้งอยู่บนฐานของอัตลักษณ์และทุนทางวัฒนธรรมของพื้นที่ ควบคู่กับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อให้การขับเคลื่อนสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนจังหวัดปัตตานีสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ ผ่านการใช้ศักยภาพด้านวิชาการ งานวิจัย และบริการวิชาการ ร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
.
ขณะที่ นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า การพัฒนาปัตตานีสู่เมืองแห่งการเรียนรู้จำเป็นต้องยึดโยงกับบริบท วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ของพื้นที่ โดยครอบครัว ชุมชน โรงเรียน และทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ให้เด็กเป็นศูนย์กลาง เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ทั้งในระบบ นอกระบบ และการศึกษาทางเลือก
.
ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดมีต้นทุนสำคัญจากความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และหลักคิดด้านการแสวงหาความรู้ตามหลักศาสนา ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเป็นรากฐานของการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ได้ พร้อมย้ำว่า การพัฒนาการศึกษาไม่ใช่ภารกิจของโรงเรียนหรือกระทรวงศึกษาธิการเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของครอบครัว ชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม ยกระดับคุณภาพคน และขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดปัตตานีอย่างยั่งยืนในอนาคต




ร่วมแสดงความคิดเห็น