ชาวพะเยารวมพลังยื่นผู้ว่าฯ พะเยา-เชียงราย จี้ตรวจสอบเพจใช้ชื่อ “เชียงราย” ด้อยค่าคนพะเยา นักวิชาการชี้เสรีภาพต้องมาคู่ความรับผิดชอบ
วันที่ 6 ก.ค. 69 เครือข่ายสื่อและภาคประชาชนจังหวัดพะเยา รวมตัวเข้ายื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เรียกร้องให้ตรวจสอบการใช้ชื่อจังหวัด “เชียงราย” เป็นชื่อเพจโซเชียลมีเดีย หลังพบมีการเผยแพร่เนื้อหาในลักษณะด้อยค่าชาวพะเยา ใช้ถ้อยคำหยาบคาย เหยียดเพศ และนำภาพของบุคคลอื่นไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต จนสร้างความไม่พอใจและส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่
เครือข่ายฯ ระบุว่า การใช้ชื่อจังหวัดเป็นชื่อเพจอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นสื่อหรือช่องทางที่เป็นตัวแทนของจังหวัด จึงเสนอให้ภาครัฐกำหนดแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการใช้ชื่อจังหวัดกับสื่อสาธารณะ เพื่อคุ้มครองภาพลักษณ์ของจังหวัด พร้อมขอให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาไม่สนับสนุนสื่อหรือเพจที่มีพฤติกรรมขัดต่อกฎหมายและจริยธรรม
ด้าน รศ.ดร.เสริมศิริ นิลดำ อาจารย์สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ให้ความเห็นว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนปัญหาการใช้เสรีภาพบนโลกออนไลน์ โดยการนำชื่อจังหวัดมาตั้งเป็นชื่อเพจ อาจทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดว่าเป็นความคิดเห็นของคนทั้งจังหวัด ทั้งที่แท้จริงเป็นเพียงการตั้งชื่อของผู้ดูแลเพจ
นักวิชาการระบุว่า การเผยแพร่เนื้อหาที่ด้อยค่าบุคคลหรือกลุ่มคน รวมถึงการสร้างความแตกแยกในสังคม เข้าข่ายเป็นการสร้าง “วาทกรรมแห่งความเกลียดชัง” (Hate Speech) ซึ่งแม้ผู้ดูแลเพจจะไม่ใช่สื่อมวลชนมืออาชีพ แต่เมื่อเปิดพื้นที่สาธารณะและมีผู้ติดตามจำนวนมาก ก็จำเป็นต้องมีความรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่เผยแพร่ โดยยึดหลักจริยธรรม คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม และเคารพสิทธิของผู้อื่น
รศ.ดร.เสริมศิริ กล่าวว่า เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นหลักสำคัญของสังคมประชาธิปไตย แต่ต้องดำเนินควบคู่กับความรับผิดชอบ ไม่ใช้พื้นที่สาธารณะสร้างความเกลียดชัง หรือเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ พร้อมชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างบัญชีส่วนตัวกับเพจสาธารณะ ซึ่งเพจที่เผยแพร่เนื้อหาสู่สาธารณะย่อมมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความรู้สึกของผู้คนในวงกว้างมากกว่า
ทั้งนี้ นักวิชาการเสนอว่า ภาครัฐควรหารือร่วมกับผู้ดูแลเพจเพื่อกำหนดแนวทางการใช้ชื่อจังหวัดอย่างเหมาะสม รวมถึงรณรงค์ให้เกิดบรรทัดฐานในการใช้ชื่อจังหวัด อำเภอ หรือท้องถิ่นเป็นชื่อเพจหรือบัญชีสาธารณะ เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งในอนาคต
นอกจากนี้ ยังเห็นว่าการที่ภาคประชาชนออกมายื่นหนังสือร้องเรียน ถือเป็นการใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตยในการแสดงจุดยืนต่อเนื้อหาที่เห็นว่าสร้างความเสียหายต่อสังคม โดยหน่วยงานภาครัฐสามารถทำหน้าที่ประสานงานและขอความร่วมมือกับผู้ดูแลเพจในการทบทวนการนำเสนอเนื้อหา เพื่อให้สอดคล้องกับหลักจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
ในมิติทางกฎหมาย นักวิชาการระบุว่า หากเนื้อหาที่เผยแพร่เข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์ ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หรือเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือทำให้บุคคลได้รับความเสียหาย ก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
รศ.ดร.เสริมศิริ ทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันประชาชนจำนวนมากทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตสื่อในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เจ้าของเพจ หรือผู้สร้างคอนเทนต์ จึงจำเป็นต้องตระหนักว่าทุกการสื่อสารในพื้นที่สาธารณะย่อมส่งผลกระทบต่อสังคม โดยเฉพาะเมื่อใช้ชื่อจังหวัดเป็นสัญลักษณ์แทนผู้คนทั้งพื้นที่ จึงควรใช้ด้วยความรับผิดชอบ เคารพจริยธรรม และไม่สร้างความแตกแยกหรือความเกลียดชังในสังคม.





ร่วมแสดงความคิดเห็น