ตำรวจท่องเที่ยว งานสืบสวน กก.2 บก.ทท.2 จับกุมชายชาวอเมริกันรายหนึ่ง หลังแฝงตัวทำหน้าที่พากลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเที่ยวชมวัดเจดีย์หลวง พร้อมบรรยายข้อมูลสถานที่ ดูแลคณะ ชำระค่าเข้าชม และบริหารจัดการการเดินทาง ก่อนอ้างว่าตนเป็นเพียงอาสาสมัครของมูลนิธิจากต่างประเทศ
การจับกุมครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวและ พล.ต.ต.โอฬาร เอี่ยมประภาส ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 ที่กำชับให้กวดขันการกระทำความผิดเกี่ยวกับธุรกิจนำเที่ยว มัคคุเทศก์ และการลักลอบทำงานของคนต่างด้าว เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
จากแนวทางการสืบสวน เจ้าหน้าที่พบว่า ภายหลังมีการกวดขันจับกุมผู้ลักลอบประกอบธุรกิจนำเที่ยวอย่างจริงจัง ผู้กระทำความผิดบางส่วนได้ปรับเปลี่ยนพฤติการณ์ โดยเลือกนำคณะนักท่องเที่ยวเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวในช่วงเวลาเย็น ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวยังคงเฝ้าติดตามและสืบสวนการกระทำความผิดในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างต่อเนื่อง จนสามารถตรวจพบพฤติการณ์และเข้าดำเนินการตามกฎหมายได้
เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 20 ก.ค. 69 พ.ต.ท.อวิรุทธ์ สุขแย้ม สว.กก.2 บก.ทท.2 , ร.ต.อ.ธนดล คงธนโอฬาร รอง สว.พร้อม ชุดสืบสวน กก.2 บก.ทท.2 ได้ออกตรวจบริเวณวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร อำเภอเมืองเชียงใหม่ พบชายชาวอเมริกันรายหนึ่งกำลังพากลุ่มนักท่องเที่ยวชาวยุโรปประมาณ 25 คน เดินเที่ยวชมภายในวัด พร้อมบรรยายข้อมูลเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาและความสำคัญของโบราณสถาน เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าสังเกตการณ์และบันทึกภาพนิ่งรวมถึงภาพเคลื่อนไหวไว้เป็นหลักฐานตลอดการติดตาม
จากการตรวจสอบพบว่า ชายชาวอเมริกันรายดังกล่าวไม่ได้เพียงแต่บรรยายข้อมูลให้แก่นักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ดูแลและบริหารจัดการคณะทั้งหมด โดยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมเข้าชมวัดให้กับนักท่องเที่ยว ติดต่อว่าจ้างรถรับจ้างสาธารณะ (รถสี่ล้อแดง) รับส่งคณะ และเป็นผู้ชำระค่าโดยสารทั้งหมด
ภายหลังการตรวจสอบ ชายชาวอเมริกันให้การว่า ตนทำงานให้กับมูลนิธิจากต่างประเทศแห่งหนึ่ง และอ้างว่าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะอาสาสมัครของมูลนิธิดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่พบว่าองค์กรดังกล่าวมีการประชาสัมพันธ์และเปิดรับสมัครโปรแกรม “Thailand 2-Week” โดยกำหนดค่าใช้จ่าย 3,995 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 130,000 บาทต่อคน ซึ่งรวมค่าตั๋วเครื่องบินจาก สหรัฐอเมริกา ค่าที่พัก ค่าอาหาร การเดินทางภายในประเทศไทย ตลอดจนกิจกรรมอาสาสมัครและกิจกรรมท่องเที่ยว (Adventure Activities) ไว้ในโปรแกรม นอกจากนี้ยังปรากฏข้อความ “All Spots Filled” แสดงว่าผู้สมัครเข้าร่วมโครงการเต็มจำนวนแล้ว ทั้งนี้ ในวันเกิดเหตุพบกลุ่มนักท่องเที่ยวร่วมเดินทางประมาณ 25 คน ทำให้แพ็กเกจการเดินทางดังกล่าว อาจมีมูลค่าสูงกว่า 3.25 ล้านบาท
จากการสอบถามผู้ขับรถรับจ้างสาธารณะ (รถสี่ล้อแดง) ให้การยืนยันว่า ชายชาวอเมริกันเป็นผู้ติดต่อว่าจ้างให้รับส่งนักท่องเที่ยวจากบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่มายังวัดเจดีย์หลวง และรับกลับในภายหลัง โดยตกลงค่าโดยสารเที่ยวละ 250 บาท รวม 500 บาท พร้อมทั้งเป็นผู้ชำระเงินสดทั้งหมด
ขณะที่ผู้ต้องหาให้การเพิ่มเติมว่า ได้รับเงินจากมูลนิธิผ่านระบบโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ เพื่อนำมาใช้บริหารจัดการค่าใช้จ่ายของโครงการ พร้อมทั้งแสดงเอกสารกำหนดการเดินทาง ซึ่งปรากฏทั้งกิจกรรมของมูลนิธิและกิจกรรมท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่
ตำรวจท่องเที่ยวระบุว่า แม้ผู้ต้องหาจะอ้างว่าเป็นอาสาสมัครของมูลนิธิ แต่การเป็นอาสาสมัครไม่ใช่ข้อยกเว้นที่ทำให้สามารถประกอบธุรกิจนำเที่ยวหรือทำงานในราชอาณาจักรโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายไทยได้ หากมีพฤติการณ์ทำหน้าที่พานักท่องเที่ยว บรรยายข้อมูล ดูแลคณะ และบริหารจัดการการเดินทางในลักษณะเป็นการทำงานหรือการประกอบธุรกิจที่กฎหมายกำหนด เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการขยายผลตรวจสอบการดำเนินงานของมูลนิธิดังกล่าว ซึ่งมีสาขาอยู่ในประเทศไทย โดยตรวจสอบในด้านการดำเนินกิจการ การปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอากร และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง




ร่วมแสดงความคิดเห็น