“รมว.ยุติธรรม” ลงพื้นที่เชียงแสน ตรวจเข้มสกัดยาเสพติดลุ่มน้ำโขง

“รมว.ยุติธรรม” ลงพื้นที่เชียงแสน ตรวจเข้มสกัดยาเสพติดลุ่มน้ำโขง ย้ำไทย-ลาวร่วมมือสกัดตั้งแต่ต้นทาง เผยยอดหมายจับผู้ต้องหาหนีข้ามแดนเพิ่มเป็น 34 หมาย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมเลขาธิการ ป.ป.ส. ลงพื้นที่เชียงแสน ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนลุ่มแม่น้ำโขง รับฟังสถานการณ์จากหน่วยความมั่นคง ก่อนเดินทางข้ามฝั่งไปยังแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว หารือยกระดับความร่วมมือสกัดยาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง เผยปี 2568 ไทยจับคดีลักลอบลำเลียงยาบ้าตามแนวชายแดนไทย-ลาว 370 คดี ยึดได้กว่า 415 ล้านเม็ด ขณะที่ความร่วมมือด้านการติดตามผู้ต้องหาตามหมายจับมีความคืบหน้า จากเดิม 8 หมาย เพิ่มเป็น 34 หมาย โดยฝ่ายลาวเตรียมส่งตัวผู้ต้องหาตามหมายจับให้อีก 2 ราย

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่พื้นที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) นำโดย พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานด้านการสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนลุ่มแม่น้ำโขง โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยกองกำลังผาเมือง หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตเชียงราย ตำรวจภูธรภาค 5 และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับและบรรยายสรุปสถานการณ์

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามผลการดำเนินงานด้านการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดนไทย-ลาว รวมทั้งรับฟังปัญหา อุปสรรค และแนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดตั้งแต่พื้นที่ต้นทาง

สำนักงาน ป.ป.ส. ระบุว่า ในห้วงปี 2568 ประเทศไทยสามารถจับกุมคดีลักลอบลำเลียงยาบ้าเข้าสู่ประเทศตามแนวชายแดนไทย-ลาวได้ 370 คดี และตรวจยึดยาบ้าได้มากถึง 415 ล้านเม็ด ซึ่งสูงกว่าพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มเส้นทางการลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

คณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้รับฟังการบรรยายสรุปจาก นรข.เขตเชียงราย เกี่ยวกับสภาพภูมิประเทศ สถานการณ์การลักลอบลำเลียงยาเสพติด และแนวทางการปฏิบัติการสกัดกั้นตามแนวแม่น้ำโขง พร้อมตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่จาก 6 หน่วยงานสำคัญ ได้แก่ หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง, นรข.เขตเชียงราย, ฝ่ายปกครองอำเภอเชียงแสน, ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสน, ศุลกากรเชียงแสน และ สภ.เชียงแสน พร้อมมอบสิ่งของจำเป็นเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน

จากนั้น พล.ต.ท.รุทธพลและคณะได้เดินทางทางเรือจากจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำไปยังท่าเรือบ้านมอม เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว เพื่อเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการสกัดกั้นยาเสพติดตามลำน้ำโขง ก่อนเดินทางศึกษาสภาพพื้นที่ เส้นทางเสี่ยง และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของ สปป.ลาว รวมถึงเยี่ยม จุดตรวจยาเสพติดบ้านน้ำเกิ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดตรวจที่ฝ่ายไทยให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดกั้นยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์

ทั้งนี้ ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุน สปป.ลาว รวม 66,776,373 บาท เพื่อพัฒนาศักยภาพจุดตรวจยาเสพติดใน 5 แขวง รวม 7 ด่าน ได้แก่ แขวงบ่อแก้ว ซึ่งมีด่านน้ำเกิ่ง ด่านน้ำทุง และด่านปากทา รวมถึงแขวงหลวงน้ำทา แขวงอุดมไซ แขวงบอลิคำไซ และแขวงเวียงจันทน์ เพื่อเสริมขีดความสามารถในการสกัดกั้นยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ตั้งแต่พื้นที่ต้นทาง ก่อนเข้าสู่ประเทศไทยและประเทศอื่นในภูมิภาค

ต่อมา คณะผู้แทนไทยได้ประชุมหารือร่วมกับฝ่าย สปป.ลาว เกี่ยวกับสถานการณ์ยาเสพติดตามแนวชายแดน แนวโน้มการลักลอบลำเลียง และมาตรการบังคับใช้กฎหมาย โดยมีผู้แทนหน่วยงานด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและหน่วยงานความมั่นคงของแขวงบ่อแก้วร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล พร้อมหารือแนวทางยกระดับความร่วมมือในการเฝ้าระวังและสกัดกั้นขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการมาตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกหน่วย พร้อมรับฟังข้อเท็จจริง สภาพปัญหา และข้อจำกัดในการปฏิบัติงานในพื้นที่จริง โดยสถานการณ์ปัจจุบันพบว่ามีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ประเทศเมียนมา ผ่าน สปป.ลาว ก่อนเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศไทย ดังนั้นจำเป็นต้องเร่งสกัดกั้นตั้งแต่ต้นทาง และอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด

“เราต้องมาตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ลงพื้นที่จริงเพื่อดูจุดสกัดต่าง ๆ ปัจจุบันเรามีจุดตรวจร่วม 7 ด่านใน 5 แผนงาน ผลการปฏิบัติเป็นที่น่าพอใจ และเตรียมยกระดับความร่วมมือกับ สปป.ลาว ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าว

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวอีกว่า ความร่วมมือระหว่างไทยและ สปป.ลาว ในด้านการข่าวและการสกัดกั้นยาเสพติดมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับที่หลบหนีไปอยู่ใน สปป.ลาว จากเดิมที่มีการประสานติดตามอยู่ประมาณ 8 หมายจับ ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 34 หมายจับ และในวันเดียวกันฝ่าย สปป.ลาว เตรียมส่งตัวผู้ต้องหาตามหมายจับกลับมาให้ทางการไทยอีก 2 ราย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาไทยได้สนับสนุนงบประมาณและความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแก่ สปป.ลาว มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสนับสนุนจุดตรวจและจุดสกัดยาเสพติด การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้ได้รับทราบปัญหาและข้อขัดข้องของเจ้าหน้าที่โดยตรง เพื่อนำไปพิจารณาสนับสนุนและเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานต่อไป

ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า ไทยและลาวเป็นพื้นที่สำคัญของเส้นทางลำเลียงยาเสพติดในภูมิภาค จึงจำเป็นต้องบูรณาการกำลังจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และ ป.ป.ส. รวมถึงหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร เพิ่มประสิทธิภาพการสกัดกั้น และดำเนินมาตรการเชิงรุกต่อขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ

พล.ต.ท.รุทธพล ย้ำว่า การแก้ไขปัญหายาเสพติดจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกัน กระทรวงยุติธรรมและสำนักงาน ป.ป.ส. จะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนและส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นยาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง ลดการแพร่ระบาดและผลกระทบต่อประชาชน ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศไทยและภูมิภาคอย่างยั่งยืน.

ร่วมแสดงความคิดเห็น