สุดอุกอาจ! แก๊งวัยรุ่นเป็นสิบ นัดกันช่วงดึกสงัด ปีนรั้วก่อเหตุลักทรัพย์ ร้านวินเทจโครงการดังกลางเมืองเชียงใหม่
ตร.จับได้แค่ 3 คน
สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายวิษณุ อายุ 32 ปี ชาวอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ได้เดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ หลังทรัพย์สินภายในร้านขายเสื้อผ้าไม่มีชื่อ ซึ่งตั้งอยู่ภายในโครงการดลังกล่าว (ย่านนิมมานฯ) ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ สูญหายจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นพวกเสื้อผ้า นาฬิกา เครื่องแต่งกายวัยรุ่น ฯลฯ
นายวิษณุ ให้การว่า เมื่อคืนวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 23.00 น. ได้ปิดร้านตามปกติ โดยใช้ผ้าใบคลุมปิดร้าน ก่อนจะกลับมาเปิดร้านในวันที่ 22 กรกฎาคม เวลาประมาณ 15.00 น. และพบว่า เสื้อผ้าหายไป 2 ตัว ราคาตัวละ 3,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหาย 6,000 บาท จึงเข้าแจ้งความ พร้อมมอบหลักฐานให้ตำรวจตรวจสอบกล้องวงจรปิด เพื่อติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี
เบื้องต้น พ.ต.ต.พงศธร สุดอ่อน สารวัตร (สอบสวน) สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ รับแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน และดำเนินการสืบสวนสอบสวน
ต่อมาเมื่อเวลา 17.38 น. วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 น.ส.กัญชพร อายุ 21 ปี ชาวอำเภอปัว จังหวัดน่าน เจ้าของร้านขายเสื้อผ้า ซึ่งอยู่ภายในโครงการเดียวกัน ได้เดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ หลังถูกคนร้ายลักทรัพย์ภายในร้าน
น.ส.กัญชพร เปิดเผยว่า หลังปิดร้านเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 21 กรกฎาคม เมื่อตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในเวลาประมาณ 04.30 น. ของวันที่ 22 กรกฎาคม พบชายไม่ทราบชื่อแอบเข้ามาภายในร้าน ก่อนขโมย นาฬิกาข้อมือสีทอง 2 เรือน ราคาเรือนละ 500 บาท และเสื้อฟุตบอล 1 ตัว ราคา 690 บาท รวมมูลค่าความเสียหาย 1,690 บาท จึงนำหลักฐานเข้าแจ้งความเพื่อให้ตำรวจติดตามตัวผู้ก่อเหตุ
เบื้องต้น พ.ต.ท.หญิง สุพิชชา ตั้งวรธรรม สารวัตร (สอบสวน) สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ รับแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน และเร่งรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดี
ล่าสุดวันที่ 27 ก.ค.2568 ผู้เสียหายหลายรายเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า จากการช่วยกันไล่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุ ตระเวนปีนรั้วเข้าไปก่อเหตุลักทรัพย์ภายในโครงการฯ และร้านค้าวินเทจในตลาด โดยเชื่อว่ามีการแบ่งหน้าที่กันทำงานเป็นทีม
ผู้เสียหายระบุว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุน่าจะมี ประมาณ 5–7 คน หรืออาจมากกว่า 10 คน แต่ตำรวจสามารถควบคุมตัวได้เพียง 3 คน ซึ่งทั้งหมดเป็น เยาวชน ก่อนจับทำประวัติแล้วปล่อยตัวตามกระบวนการกฎหมาย และส่งหนังสือแจ้งผู้ปกครอง (โดยทราบว่าได้สั่งให้ไปรายงานตัวที่ศาลเด็ก)
ผู้เสียหายยังแสดงความกังวลว่า การดำเนินคดีในลักษณะดังกล่าวอาจไม่สามารถยับยั้งการก่อเหตุได้ และเกรงว่าผู้ร่วมก่อเหตุที่ยังหลบหนีจะย้อนกลับมาก่อเหตุซ้ำ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าตำรวจยังไม่ได้ขยายผลไปถึงผู้ร่วมขบวนการที่เหลือ
นอกจากนี้ ผู้เสียหายยังอ้างว่า ขณะนี้มีผู้เสียหายจากเหตุลักษณะเดียวกัน กว่า 10 ราย แต่มีผู้เข้าแจ้งความไว้ประมาณ 6–7 ราย โดยอยู่ระหว่างรวบรวมเอกสารและหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ประกอบการสืบสวนขยายผลติดตามผู้ร่วมก่อเหตุทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในส่วนที่ผู้เสียหายระบุว่า ผู้ก่อเหตุเป็นทีม มีสมาชิกมากกว่า 10 คน และมีการจับกุมก่อนปล่อยตัว เป็นคำกล่าวอ้างของผู้เสียหาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้ออกมาแถลงยืนยันรายละเอียดดังกล่าวอย่างเป็นทางการ และการสืบสวนยังอยู่ระหว่างดำเนินการ.




ร่วมแสดงความคิดเห็น