นักวิชาการ ภาคประชาชนกังวล TOR ไทย-เมียนมา ตรวจน้ำร่วมกัน ใครได้ใครเสีย

เวลา 09.00 น.วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง นำโดย ดร.สืบสกุล กิจนุกรณ์ อ.สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ ดร.เนรมิตร จิตรรักษา อ.คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มร.ชร. จัดกิจกรรมเสวนาในหัวข้อ TOR ไทยเมียนมา ใครได้ใครเสีย โดยจัดกิจกรรม ที่ ห้องประชุมศรีรุ่งเรือง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย
ดร.เนรมิตร จิตรรักษา อ.คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มร.ชร. กล่าวว่า การจัดเวทีครั้งนี้เกิดขึ้นจากความกังวลต่อร่าง TOR ระหว่างไทยและเมียนมาเกี่ยวกับการตรวจคุณภาพน้ำร่วมกัน หลังเกิดปัญหาการปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำข้ามพรมแดนตั้งแต่ปี 2567 และมีการตรวจพบสารปนเปื้อนต่อเนื่องในปี 2568 แม้การจัดทำ TOR จะสะท้อนความก้าวหน้าในการเจรจาระหว่างรัฐบาล แต่ยังขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและนักวิชาการ พร้อมตั้งคำถามว่าหากไม่มีการแก้ไขที่ต้นเหตุ คือการควบคุมหรือยุติกิจกรรมเหมืองแร่ การตรวจน้ำเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

ดร.สืบสกุล กิจนุกร กล่าวว่า ร่างที่เมียนมาแก้ไขได้ตัดสาระสำคัญหลายประเด็นออก เช่น การตรวจร่วม (Joint Monitoring) การจัดทำรายงานร่วม การจัดทำแผนที่ความเสี่ยง และบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศ อีกทั้งเพิ่มข้อความว่าผลการตรวจไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ทำให้ไทยอาจเสียเปรียบและแต่ละประเทศสามารถใช้มาตรฐานของตนเองในการตรวจสอบได้ นอกจากนี้เสนอว่าหากต้องการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง ไทยควรใช้มาตรการด้านการค้าควบคู่ไปด้วย เช่น ระงับการนำเข้าแร่จากเมียนมา หยุดใช้ไทยเป็นทางผ่านขนส่งแร่ และผลักดันให้เกิดระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งกำเนิดแร่ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจากับเมียนมาและจีน

ดร.จารุประภา รักพงษ์ กล่าวว่า แม้ TOR จะไม่ใช่สนธิสัญญาที่มีผลผูกพันโดยตรง แต่ถือเป็น “Soft Law” ที่สามารถใช้เป็นแนวทางในการตีความกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศในอนาคต จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ประเด็นที่น่ากังวลคือ การกำหนดให้ข้อมูลและผลการตรวจเป็นความลับ ต้องได้รับความยินยอมจากทั้งสองฝ่ายก่อนเปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ รวมถึงการลดบทบาทการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนให้เหลือเพียงการรับรู้มากกว่าการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

อาจารย์อริศรา เหล็กคำ อาจารย์ประจำและรองคณบดี สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายสิ่งแวดล้อม มองว่า TOR ฉบับนี้ยังคงมุ่งเน้นการตรวจคุณภาพน้ำ มากกว่าการแก้ไขสาเหตุของปัญหาที่เกิดจากกิจกรรมเหมืองแร่ การจัดตั้งคณะทำงานร่วมอาจทำให้ได้เพียงรายงานผลตรวจ แต่ยังไม่มีมาตรการจัดการเมื่อพบแหล่งกำเนิดมลพิษ อีกทั้งยังขาดกลไกในการจัดการเหมืองที่ก่อผลกระทบและไม่ได้เปิดโอกาสให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาสนับสนุนอย่างเพียงพอ พร้อมแสดงความกังวลต่อข้อกำหนดเรื่องการรักษาความลับของข้อมูล ซึ่งอาจส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้อย่างทันท่วงที

นาย นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ในฐานะตัวแทนภาคประชาสังคม เห็นว่า TOR ที่กำลังจะลงนามไม่ใช่ความร่วมมือที่แท้จริง แต่เป็นการยืดเวลาและดองปัญหา เนื่องจากแต่ละฝ่ายจะตรวจสอบข้อมูลของตนเองโดยไม่มีมาตรฐานร่วม ทำให้เกิดข้อโต้แย้งไม่รู้จบ และอาจเปิดโอกาสให้ประเทศต้นทางปฏิเสธความรับผิดชอบได้ เขาจึงไม่เห็นด้วยกับการลงนามใน TOR ฉบับดังกล่าว เพราะเกรงว่าจะปิดโอกาสการขับเคลื่อนของภาคประชาชน และทำให้การแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนล่าช้าออกไป

ดร.เกียรติคุณ จันแก่น ประธานสมัชชาเชียงรายล้านนาแห่งความสุข กล่าวว่าความคาดหวังของประชาชนเชียงราย สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือการฟื้นฟูแม่น้ำให้กลับมาสะอาดและปลอดภัย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างจริงจัง โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการตัดสินใจ เขาเห็นว่าปัญหานี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงไทยและเมียนมา แต่ยังเชื่อมโยงกับจีน จึงควรยกระดับความร่วมมือเป็นการเจรจาระหว่างทั้งสามประเทศ เพื่อจัดการปัญหาที่ต้นเหตุและให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

หลังจากนั้นได้ร่วมกันแถลงการณ์ มีเนื้อโดยสรุปดังนี้ “ตามที่รัฐบาลไทยและเมียนมาเตรียมลงนามในข้อตกลงขอบเขตการทำงาน (TOR) ร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำข้ามแดน ได้แก่ แม่น้ำกก สาย ลวด โขง สาละวิน และแม่น้ำชายแดนอื่น ๆ นั้น ทางเครือข่ายนักวิชาการ ภาคประชาชน และภาคประชาสังคม มองว่าร่าง TOR ฉบับนี้ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง แต่มุ่งเน้นเพียงการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานและการต่างคนต่างตรวจวัดคุณภาพน้ำ โดยไม่มีกลไกการตรวจวัดร่วมกัน ขาดความชัดเจนในจุดเก็บตัวอย่าง ใช้มาตรฐานวัดค่าที่ไม่เท่ากัน ทั้งยังไม่มีแผนรองรับกรณีตรวจพบสารพิษ และไม่ได้ครอบคลุมไปถึงการจัดการต้นตอของปัญหาอย่างเรื่องเหมืองแร่ ทุนทำเหมือง หรือการนำเข้า-ส่งออก สารสารพิษเหล่านี้ ข้อกำหนดในร่างปัจจุบันจึงเป็นเพียงเงื่อนไขที่ยืดเวลาปัญหานออกไป ลดทอนพลังการขับเคลื่อนของประชาชน และกลายเป็นกับดักที่ขัดขวางการแก้ปัญหาในระยะยาว ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยทบทวน ชะลอ หรือหยุดการเซ็นสัญญา TOR ดังกล่าวไว้ก่อน

ในมุมมองเชิงนโยบาย รัฐบาลไทยควรแสดงความจริงใจต่อประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคอีสานที่กำลังได้รับผลกระทบ โดยปรับลดระดับจากการลงนาม TOR มาเป็นการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในโอกาสที่ผู้นำเมียนมาเยือนไทย เพื่อมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ครอบคลุมทั้งระบบ ทั้งนี้ สิ่งที่ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมคาดหวังสูงสุดคือการได้ “คืนน้ำที่สะอาดและปลอดภัย” กลับมาสู่ชุมชน จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมรวมตัวกันในวันจันทร์ที่ 3 เวลา 10:00 น. ณ หน้าสถานกงสุลเมียนมา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยื่นหนังสือถึงรัฐบาลเมียนมา ส่งเสียงสะท้อนว่าปัญหามลพิษข้ามแดนส่งผลกระทบต่อทั้งคนไทยและพี่น้องทุกชาติพันธุ์ในเมียนมา และเรียกร้องให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังร่วมกัน”

ร่วมแสดงความคิดเห็น