ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่บูรณาการฝ่ายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวฯ จับหนุ่มเมียนมา หลังพบเปิดเพจขายแพ็กเกจนำเที่ยว พานักท่องเที่ยวตระเวนสถานที่ดังและวัดสายมู พบหลักฐานการขายทัวร์ จัดรถรับส่ง และที่พัก รวมมูลค่า 12,700 บาท เจ้าตัวรับสารภาพ ถูกแจ้ง 3 ข้อหา
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และ พล.ต.ต.โอฬาร เอี่ยมประภาส ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 ได้สั่งการให้ชุดสืบสวน กก.2 บก.ทท.2 บูรณาการร่วมกับนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคเหนือ เร่งตรวจสอบและปราบปรามชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานหรือประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต
ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.อวิรุทธ์ สุขแย้ม สว.กก.2 บก.ทท.2 และ ร.ต.อ.ธนดล คงธนโอฬาร รอง สว.กก.2 บก.ทท.2 พร้อมด้วย นายนภดล อาวุธกรรมปรีชา นายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยว สาขาภาคเหนือ ได้ติดตามพฤติกรรมชายชาวเมียนมา อายุประมาณ 30 ปี หลังพบข้อมูลการประชาสัมพันธ์และจำหน่ายแพ็กเกจนำเที่ยวผ่านเพจเฟซบุ๊ก
จากการติดตามพบว่า ชายชาวเมียนมารายดังกล่าวขับรถไปรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 2 รายจากโรงแรมแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่ ก่อนพาเดินทางตามโปรแกรมไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ วัดพระธาตุดอยคำ บ้านข้างวัด วัดโลกโมฬี และประตูท่าแพ โดยมีพฤติการณ์แนะนำสถานที่ อธิบายข้อมูล และอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวในลักษณะการนำเที่ยว
หนึ่งในเส้นทางสำคัญของโปรแกรมเป็นการพานักท่องเที่ยวเดินทางไปยังวัดชื่อดังด้านความเชื่อและการขอพร หรือที่เรียกกันว่า “สายมู” โดยเฉพาะวัดพระธาตุดอยคำ ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องการสักการะ “หลวงพ่อทันใจ” และวัดโลกโมฬี วัดเก่าแก่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวและผู้มีความศรัทธา ทำให้โปรแกรมดังกล่าวมีลักษณะสอดคล้องกับการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาที่กำลังได้รับความนิยม
ภายหลังเจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าตรวจสอบและสอบถามนักท่องเที่ยวทั้ง 2 ราย พบว่าไม่ได้รู้จักชายชาวเมียนมารายดังกล่าวเป็นการส่วนตัว แต่ได้ซื้อแพ็กเกจนำเที่ยวผ่านเพจเฟซบุ๊ก และติดต่อประสานงานผ่านแอปพลิเคชัน Messenger
จากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่พบหลักฐานการสนทนา เอกสารเกี่ยวกับแพ็กเกจนำเที่ยว หลักฐานการโอนเงิน รวมถึงเอกสารแสดงรายการค่าทัวร์และค่าที่พักเป็นเงินจำนวน 12,700 บาท ตลอดจนเอกสารการจองโรงแรม ซึ่งมีข้อมูลเชื่อมโยงตั้งแต่การจำหน่ายแพ็กเกจ การจัดหาที่พัก การจัดรถรับส่ง และการพานักท่องเที่ยวเดินทางตามโปรแกรม
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลร่วมกับนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคเหนือ พบว่าชายชาวเมียนมารายดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว และไม่มีใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ จึงแจ้งข้อกล่าวหา 3 ข้อหา ได้แก่
ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต
เป็นมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับอนุญาต
เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่จะทำได้
ผู้ต้องหาทราบและเข้าใจข้อกล่าวหาผ่านล่าม และให้การรับสารภาพ ก่อนถูกนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ตำรวจท่องเที่ยวระบุว่า งานมัคคุเทศก์เป็นงานที่กฎหมายกำหนดห้ามคนต่างด้าวทำ เพื่อคุ้มครองอาชีพของคนไทยและรักษามาตรฐานการประกอบวิชาชีพด้านการท่องเที่ยว การเข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าวของคนต่างด้าวจึงเป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญ เนื่องจากอาจกระทบต่อโอกาสในการประกอบอาชีพของมัคคุเทศก์ไทยที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ทั้งนี้ ตำรวจท่องเที่ยวจะเดินหน้าตรวจสอบการประกอบธุรกิจนำเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงการให้บริการในรูปแบบแพ็กเกจครบวงจร เพื่อป้องกันการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต การทำงานของคนต่างด้าวนอกเหนือจากสิทธิ และการแย่งอาชีพของคนไทย พร้อมสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการและมัคคุเทศก์ที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่





ร่วมแสดงความคิดเห็น