เวลา 16.00 น. วันที่ 23 กันยายน 2569 ที่บริเวณสามแยกสายลมจอย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย นายประจักร เครือษี และนางนงนุช สิงห์แก้ว ตัวแทนชุมชนสายลมจอย พร้อมด้วยนายทองคำ อินพรม ตัวแทนเกษตรกร และเครือข่ายชุมชนหัวฝาย–สายลมจอย รวมประมาณ 30 คน รวมตัวกันแสดงพลังในกิจกรรมเรียกร้องให้หยุดการทำเหมืองแร่ที่ส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำสายและแม่น้ำรวก พร้อมชูประเด็น “โคลนพิษเต็มบ้าน สารพิษเต็มเมือง”
นายประจักร กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2567 ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อประชาชนในพื้นที่สายลมจอย ถ้ำผาจม รวมถึงชุมชนตั้งแต่เกาะทราย เหมืองแดง ไม้ลุงขน และพื้นที่ต่อเนื่องตามแนวแม่น้ำสาย โดยประชาชนต้องเผชิญทั้งน้ำท่วม ดินโคลน และตะกอนที่ไหลเข้าท่วมบ้านเรือน แต่สิ่งที่น่ากังวลในขณะนี้คือ “ภัยเงียบ” จากสารพิษที่อาจปนเปื้อนมากับแม่น้ำและตะกอน
นายประจักร ระบุว่า ภาคประชาชนต้องการให้หน่วยงานภาครัฐลงมารับฟังข้อเท็จจริงจากประชาชนในพื้นที่ และเร่งจัดการปัญหาที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะผลกระทบจากกิจกรรมเหมืองแร่ที่อาจส่งผลต่อลุ่มน้ำข้ามพรมแดน พร้อมยืนยันจุดยืนว่า “หยุดทำลายแม่น้ำสาย หยุดเหมืองแร่ทันที ก่อนชีวิตพวกเราทั้งชุมชนจะสิ้นสูญ”
จากนั้นตัวแทนภาคประชาชนอำเภอแม่สาย ได้อ่านแถลงการณ์ถึงรัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมา โดยระบุว่า แม่น้ำสายและแม่น้ำรวกไม่ได้เป็นเพียงเส้นแบ่งพรมแดน แต่เป็นแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงผู้คนทั้งสองฝั่งมาหลายชั่วอายุคน ขณะที่ประชาชนต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วม ดินโคลน และข้อกังวลเรื่องสารปนเปื้อนที่มากับกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำ
แถลงการณ์ระบุข้อเรียกร้อง 8 ข้อ ได้แก่ 1.ให้หยุดเหมืองแร่และแก้ไขวิกฤตสารพิษข้ามแดน พร้อมทบทวนแนวทางการป้องกันน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม 2.ให้รัฐบาลลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากประชาชนโดยตรง 3.เร่งแก้ไขผลกระทบต่อเกษตรกรและพืชผลทางการเกษตร 4.แก้ไขปัญหาตะกอนทรายและโคลนที่มากับน้ำท่วม 5.ดูแลคุณภาพน้ำเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้น้ำเพื่ออุปโภค บริโภค และการเกษตรได้อย่างปลอดภัย 6.แก้ไขผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของเมืองแม่สาย 7.ขอให้รัฐบาลเมียนมาสั่งการหยุดและปิดการดำเนินการเหมืองแร่ที่ส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำสายและแม่น้ำรวก และ 8.ขอให้รัฐบาลไทยยกระดับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเป็นวาระแห่งชาติ ใช้ช่องทางการทูตเจรจากับรัฐบาลเมียนมา และร่วมกันแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของลุ่มน้ำข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ภาคประชาชนอำเภอแม่สายยังเรียกร้องให้ผู้นำรัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมาลงพื้นที่พบปะประชาชน เพื่อรับทราบปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรง พร้อมย้ำว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงความช่วยเหลือหลังเกิดน้ำท่วม แต่ต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อป้องกันไม่ให้ชุมชนและเศรษฐกิจชายแดนได้รับผลกระทบซ้ำอีก




ร่วมแสดงความคิดเห็น