มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) เปิดผลรวบรวมข้อมูลสุขภาวะเด็กนักเรียนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง พบสถานการณ์น่าเป็นห่วงทั้งภาวะน้ำหนักเกิน พฤติกรรมบริโภคอาหารหวาน-เค็ม กิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ และการใช้หน้าจอเกินวันละ 3 ชั่วโมง ขณะที่เด็กกว่าครึ่งไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่พร้อมหน้า เตรียมนำข้อมูลผลักดันเป็นนโยบายระดับตำบลและขยายผลในระดับจังหวัด
เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2569 ที่โรงแรมเอ็ม บูทีค จ.เชียงราย มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) จัดประชุมนำเสนอผลการรวบรวมข้อมูลสุขภาวะของเด็กนักเรียน ภายใต้กิจกรรม “นักสืบกายดี” โครงการสร้างเสริมวิถีสุขภาวะเด็กและเยาวชนชาติพันธุ์ต้นน้ำจังหวัดเชียงราย โดยมี นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการผู้ก่อตั้ง พชภ. เป็นประธาน พร้อมผู้บริหารสถานศึกษาและพยาบาลวิชาชีพจาก 9 อำเภอเข้าร่วม
นางเตือนใจ กล่าวว่า เด็กและเยาวชนอายุ 11–18 ปี เป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต สุขภาพกายและสุขภาพจิตจึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อคุณภาพกำลังแรงงานและเศรษฐกิจในอนาคต โดยผลการวิจัยพบว่านักเรียนมีภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐานสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศถึง 2 เท่า สะท้อนปัญหาด้านอาหารทั้งในครอบครัวและโรงเรียน ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้จึงมีศักยภาพที่จะนำไปขยายผลในระดับจังหวัดและระดับประเทศต่อไป
ด้าน น.ส.ปิยวรรณ แก้วศรี นักวิจัย นำเสนอผลสำรวจเยาวชนจำนวน 500 คน จาก 9 โรงเรียน ผ่านนวัตกรรม “นักสืบกายดี” พบปัญหาสำคัญ 4 มิติ
มิติแรก วิกฤตด้านโภชนาการ พบเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนรวมกันถึง 28.6% ขณะที่เด็ก 34.4% รับประทานขนมกรุบกรอบและดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำทุกวัน ส่วนเด็กที่รับประทานผลไม้ทุกวันมีเพียง 30.6%
มิติที่สอง โครงสร้างครอบครัว พบเด็ก 53.8% ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่พร้อมหน้า และครอบครัว 52.4% ไม่เคยมีกิจกรรมทางกายร่วมกับบุตรหลาน สะท้อนข้อจำกัดของการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพภายในครอบครัว
มิติที่สาม กิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ พบเด็กเพียง 34.4% ที่มีกิจกรรมทางกายตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ขณะที่ 45.8% มีพฤติกรรมเนือยนิ่ง และ 44.2% ใช้หน้าจอนอกเวลาเรียนมากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน
ส่วนมิติที่สี่ สภาพแวดล้อมในชุมชน พบว่า 44.2% ของชุมชนขาดแคลนพื้นที่สาธารณะสำหรับกิจกรรมของเด็ก โดยสถานที่ที่เด็กนิยมไปมากที่สุดคือร้านค้าในชุมชน ซึ่งเชื่อมโยงกับการเข้าถึงอาหารแปรรูป ขนมขบเคี้ยว และเครื่องดื่มรสหวาน
ขณะที่ผู้บริหารสถานศึกษาที่เข้าร่วมประชุมได้สะท้อนสถานการณ์ในพื้นที่ โดย นายไมตรี ยาละ ผอ.โรงเรียนปางหัดสหศาสตร์ อ.เวียงแก่น กล่าวว่า วิถีชีวิตของผู้ปกครองเปลี่ยนแปลงไป นิยมซื้ออาหารสะดวกซื้อให้เด็ก ขณะที่อาหารกลางวันในโรงเรียนพบปัญหาเด็กไม่รับประทานผักและนิยมรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
นายบรรทม รวมจิตร ผอ.โรงเรียนปอวิทยา เสนอว่าการแก้ปัญหาควรเริ่มตั้งแต่ระดับอนุบาล และควรขยายฐานข้อมูลให้ครอบคลุมเด็กทั้งหมด 100% เพื่อให้สามารถวางแผนแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด
ด้าน นายประวิตร มูลย่อง ผอ.โรงเรียนขุนขวากพิทยา กล่าวว่า เด็กนิยมซื้ออาหารรสหวานจากร้านค้าในชุมชน รวมทั้งมีพฤติกรรมติดโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อกิจกรรมทางกายของเด็ก
ส่วน นายอุดม ผลดี ผอ.โรงเรียนบรรพตวิทยา เปิดเผยว่า โรงเรียนได้พยายามแก้ปัญหาด้วยการจัดกิจกรรมเสริมทักษะอาชีพ งดจำหน่ายขนมกรุบกรอบภายในโรงเรียน และแจกผลไม้สดให้นักเรียนรับประทานทุกวัน
ขณะที่ นายวงศ์ไทย บุดดี ผอ.โรงเรียนห้วยลึก กล่าวว่า นักเรียนส่วนใหญ่เดินเท้ามาโรงเรียน จึงมีกิจกรรมทางกายอยู่บ้าง แต่ยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงจากอาหารฟาสต์ฟู้ด โรงเรียนจึงร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควบคุมอาหาร และมีมาตรการงดใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน
ด้าน น.ส.นุชจิรา ปิงวงค์ ครูโรงเรียนบ้านรวมใจ อ.แม่จัน เสนอให้ประยุกต์ใช้สื่อออนไลน์ที่เด็กสนใจ โดยเฉพาะ TikTok รวมถึงใช้บุคคลหรือไอดอลท้องถิ่นเป็นต้นแบบในการสื่อสารเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของเยาวชน
ขณะที่ น.ส.พัชรินทร์ เยาว์ธานี พยาบาลวิชาชีพ สาธารณสุข อ.เวียงแก่น กล่าวถึงสถานการณ์ด้านโภชนาการของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาว่า เด็กนิยมรับประทานอาหารรสจัด และหลายคนไม่ได้รับประทานอาหารเช้า ทีมงานจึงได้ทดสอบระดับโซเดียมในอาหาร พร้อมให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเพื่อสร้างความตระหนักเรื่องโภชนาการ
นางจุฑามาส ราชประสิทธิ์ เจ้าหน้าที่อาวุโส มูลนิธิ พชภ. กล่าวว่า มูลนิธิเตรียมนำข้อมูลและสถิติที่ได้ไปผลักดันนโยบายร่วมกับระดับตำบลในพื้นที่ 9 โรงเรียน เพื่อจัดสรรงบประมาณสนับสนุนกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กและเยาวชน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นพ้องให้นำหลักสูตร “ผู้ใหญ่ใจดี V-Chef” มาเสริมสร้างทักษะสำคัญ 6 ด้าน ควบคู่กับการอนุรักษ์ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อนำมาบูรณาการกับการสร้างเสริมสุขภาวะของเด็กและเยาวชนอย่างเป็นองค์รวมและยั่งยืน
ทั้งนี้ พชภ.เตรียมนำผลการสำรวจไปคืนข้อมูลในการประชุมใหญ่โรงเรียนเครือข่ายเด็กกายดี ในวันที่ 6 ต.ค. 2569 โดยโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาสุขภาวะและลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ในกลุ่มเด็กและเยาวชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงของ จ.เชียงราย



ร่วมแสดงความคิดเห็น