GIZ ร่วม อบจ.เชียงราย ผนึกภาคี ร่วมออกแบบระบบจัดการซากบรรจุภัณฑ์ทางการเกษตร สู่ความยั่งยืนในระดับชุมชน
เชียงราย, 8 ตุลาคม 2569 — ปัญหาซากบรรจุภัณฑ์จากการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสารเคมีทางการเกษตรกำลังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการทำการเกษตรอย่างเข้มข้น เนื่องจากภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้แล้ว หากไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อสุขภาพของเกษตรกร ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
การจัดการปัญหาจึงไม่ได้จบลงเพียงการนำภาชนะไปทิ้งหลังการใช้งาน แต่จำเป็นต้องมองเห็น “ระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ” ตั้งแต่การใช้ผลิตภัณฑ์อย่างรับผิดชอบ การจัดการภาชนะหลังใช้ การล้างและคัดแยก การรวบรวมและจัดเก็บ การขนส่ง ไปจนถึงการรีไซเคิลหรือกำจัด ณ ปลายทางอย่างเหมาะสมและปลอดภัย
ด้วยเหตุนี้ GIZ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย จึงจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “การจัดการซากบรรจุภัณฑ์ทางการเกษตรอย่างยั่งยืนในระดับชุมชน” (Sustainable Agricultural Packaging Waste Management at Community Level) เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรม Grand Vistra จังหวัดเชียงราย โดยมีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน เกษตรกร GIZ CropLife และภาคีที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมกันออกแบบแนวทางการจัดการที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่
จาก “ซากบรรจุภัณฑ์” สู่การออกแบบระบบจัดการทั้งห่วงโซ่
เวทีครั้งนี้เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจสถานการณ์จริงในพื้นที่ ทั้งรูปแบบการใช้สารเคมีทางการเกษตร พฤติกรรมของเกษตรกรหลังการใช้ผลิตภัณฑ์ วิธีการจัดการภาชนะที่ใช้แล้ว ตลอดจนข้อจำกัดของระบบเก็บรวบรวมและการจัดการปลายทาง
ผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันพิจารณาว่า จุดใดของระบบที่ยังเป็นช่องว่าง และจุดใดที่สามารถพัฒนาให้เกิดเป็นระบบที่ปฏิบัติได้จริง ตั้งแต่ระดับแปลงเกษตรกร ไปจนถึงชุมชน ร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิต องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ผลิตและผู้นำเข้า ผู้ขนส่ง ตลอดจนผู้รับจัดการของเสีย
แนวคิดสำคัญคือ การเปลี่ยนจากการมองซากบรรจุภัณฑ์เป็นเพียง “ขยะหลังการใช้” ไปสู่การสร้าง ระบบการจัดการที่มีผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
ต้นน้ำ: ใช้อย่างรับผิดชอบและจัดการทันทีหลังใช้
ในระดับต้นน้ำ การจัดการเริ่มตั้งแต่การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้องตามคำแนะนำ การป้องกันการสัมผัสสารเคมี และการจัดการภาชนะทันทีหลังผลิตภัณฑ์หมด
หนึ่งในแนวทางสำคัญที่ CropLife Asia เน้นย้ำ คือ การล้างภาชนะสามครั้ง (Triple Rinsing) ก่อนนำเข้าสู่ระบบเก็บรวบรวม โดยการล้างสามครั้งช่วยลดสารตกค้างในภาชนะ ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และช่วยให้บรรจุภัณฑ์มีความเหมาะสมต่อการนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลมากขึ้น
จากนั้นภาชนะที่ผ่านการจัดการเบื้องต้นจะต้องถูก แยกออกจากขยะทั่วไป และเข้าสู่ระบบรวบรวมที่มีมาตรฐาน แทนที่จะถูกเผา ฝัง หรือทิ้งรวมกับขยะชุมชนโดยไม่มีระบบควบคุม
กลางน้ำ: สร้างจุดรับคืนและระบบรวบรวมที่ชุมชนเข้าถึงได้
หัวใจสำคัญอีกประการคือการสร้าง จุดรับคืนหรือจุดรวบรวมที่เหมาะสมกับพื้นที่ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับร้านจำหน่ายปัจจัยการเกษตร ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย
เวทีได้ร่วมกันพิจารณาองค์ประกอบของระบบ ตั้งแต่สถานที่จัดเก็บ วิธีคัดแยกและจัดเก็บอย่างปลอดภัย การบันทึกปริมาณและประเภทของบรรจุภัณฑ์ ระบบติดตามข้อมูล รวมถึงการกำหนดรอบและวิธีการขนส่ง
การมีข้อมูลตั้งแต่จุดรับคืนจึงมีความสำคัญ เพราะจะทำให้สามารถตอบคำถามได้ว่า บรรจุภัณฑ์มาจากไหน ปริมาณเท่าใด ผ่านจุดรวบรวมใด และถูกส่งต่อไปยังปลายทางใด
ปลายน้ำ: รีไซเคิลหรือกำจัดอย่างถูกต้องและตรวจสอบได้
สำหรับปลายทาง ซากบรรจุภัณฑ์สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชไม่ควรถูกจัดการในลักษณะเดียวกับขยะบรรจุภัณฑ์ทั่วไป เนื่องจากภาชนะบางประเภทเคยบรรจุผลิตภัณฑ์อารักขาพืชที่อยู่ภายใต้การควบคุมตามกฎหมาย จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเฉพาะสำหรับ การเก็บรวบรวม คัดแยก ขนส่ง และรีไซเคิล เพื่อควบคุมความเสี่ยงตลอดกระบวนการ
การออกแบบระบบในระยะยาวจึงต้องพิจารณาไปพร้อมกันทั้งด้านความปลอดภัย ต้นทุน โครงสร้างพื้นฐาน ความสามารถในการรวบรวม และศักยภาพของระบบปลายทาง เพื่อให้มั่นใจว่าซากบรรจุภัณฑ์ที่เข้าสู่ระบบจะได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมจนถึงขั้นสุดท้าย
คุณ Marie Goh รองผู้อำนวยการด้านการดูแลผลิตภัณฑ์อย่างรับผิดชอบและความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย, CropLife Asia มองว่า “การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต้องเกิดจากความร่วมมือที่เข้มแข็งทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง”
โดยได้กล่าวว่า ซากบรรจุภัณฑ์สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ เนื่องจากหากกำจัดไม่ถูกต้องอาจส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องมีระบบเก็บรวบรวม การล้าง การรีไซเคิล และการกำจัดที่เหมาะสมตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์
CropLife Asia สนับสนุนหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) หากได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสมและมีกฎหมายรองรับ โดยควรพิจารณาลักษณะเฉพาะของบรรจุภัณฑ์สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ซึ่งแตกต่างจากบรรจุภัณฑ์ทั่วไป ทั้งในด้านการเก็บรวบรวม คัดแยก ขนส่ง และรีไซเคิล
คุณ Marie Goh ยังเน้นว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกร ชุมชน และองค์กรพัฒนา เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างระบบที่ยั่งยืน โดย CropLife Asia พร้อมสนับสนุนความรู้ทางเทคนิค แนวปฏิบัติที่ดีจากต่างประเทศ และการพัฒนาระบบจัดการภาชนะบรรจุ (CMS) รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อเสนอเพื่อพัฒนาระบบในพื้นที่จังหวัดเชียงราย
“เป้าหมายสำคัญคือการสร้างระบบที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ลดความเสี่ยงต่อเกษตรกรและชุมชน เพิ่มการเก็บคืนและรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ และส่งเสริมการจัดการทรัพยากรอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน”
จากเวทีหารือ สู่ “โมเดลที่ทำได้จริง”
พัฒนาระบบที่มีโครงสร้างชัดเจนสามารถช่วยยกระดับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ลดการกำจัดภาชนะอย่างไม่เหมาะสม เพิ่มการเก็บคืนและการรีไซเคิล ตลอดจนสร้างความตระหนักรู้และความโปร่งใสในกระบวนการจัดการขยะ
ท้ายที่สุด การจัดการซากบรรจุภัณฑ์ทางการเกษตรจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “การจัดการขยะ” แต่เป็นเรื่องของการสร้างระบบความร่วมมือที่เชื่อมโยง เกษตรกร–ชุมชน–ท้องถิ่น–ภาครัฐ–ผู้ผลิตและผู้นำเข้า–ผู้ขนส่ง–ผู้จัดการของเสีย ให้สามารถทำงานร่วมกันภายใต้ระบบเดียวกัน
เพราะความสำเร็จของระบบไม่ได้วัดเพียงว่ามีซากบรรจุภัณฑ์ถูกนำกลับมาเท่าใด แต่ยังรวมถึงการทำให้ทุกภาคส่วนรู้ว่า “ต้องทำอะไร ที่จุดไหน ใครรับผิดชอบ และซากบรรจุภัณฑ์จะไปที่ใดต่อ” ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
นี่คือก้าวสำคัญของการเปลี่ยนจาก “ปัญหาซากบรรจุภัณฑ์ในชุมชน” ไปสู่ “ระบบจัดการที่ชุมชนมีส่วนร่วมและสามารถดำเนินการได้จริง” เพื่อสร้างความปลอดภัยให้เกษตรกร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และวางรากฐานสู่ระบบการจัดการบรรจุภัณฑ์ทางการเกษตรที่ยั่งยืนในอนาคต




ร่วมแสดงความคิดเห็น