
เมื่อวานเขียนถึงว่างบประมาณสร้างเสริมสุขภาพของสสส.เท่ากับ 7.3% ของงบส่งเสริม/สร้างเสริมสุขภาพทั้งหมดของประเทศ ที่มีจำนวนปีละ 3 หมื่นกว่าล้านบาท
ในจำนวนนี้งบของกระทรวงสาธารณสุขมีสัดส่วน 32.9% ซึ่งรวมงานที่เกี่ยวกับการ“ส่งเสริมสุขภาพ/ป้องกันโรค”ทั้งหมด ที่ให้บริการแก่ประชาชน รวมทั้งการฉีดวัคซีนป้องกันโรค
ที่เหลือเป็นงบจากสปสช 22.8% สมทบกับ งบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก 23.2 % ที่องค์กร ชุมชนสามารถทำโครงการส่งเสริม/ สร้างเสริมสุขภาพในระดับพื้นที่ รวมกันแล้วเป็น “กองทุนสุขภาพตำบล”
หากพิจารณาตามนี้ งบและโครงการที่สสส.สนับสนุน จะมีลักษณะงาน /กลุ่มประชาชนที่ทำโครงการ จะแตกต่างจาก กลุ่มที่ทำโครงการกับสสส. แม้อาจจะมีบางโครงการที่ซำ้ซ้อนกัน แต่ก็คงจะมีน้อย
ขณะที่สสส.มีกลุ่มเป้าหมายในการรณรงค์ระดับประชากร และสนับสนุนการวิจัยศึกษา/วิจัย เพื่อนำข้อมูลมารณรงค์ชี้นำสังคม สนับสนุนการผลักดันนโยบาย ที่จะส่งผลต่อการควบคุมปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ ทั้งนโยบายภาษีและกฏหมายที่เกี่ยวข้อง และรณรงค์ส่งเสริมปัจจัยบวกในระดับประชากร เสริมพลัง เพิ่มเติมให้เข้าถึงประชากรนอกเหนือจากกลุ่มที่รับบริการ“ส่งเสริมสุขภาพ“จากกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานอื่นๆ ทั้งรัฐและเอกชน
สสส.สนับสนุนศูนย์วิจัย/วิชาการ เพื่อสนับสนุนการชี้แนะ/ผลักดันนโยบาย ปัจจัยเสี่ยงหลักๆ เช่น ศูนย์วิจัย ยาสูบ สุรา สิ่งเสพติด กิจกรรมทางกาย อาหาร อุบัติเหตุจราจร ฝุ่นPM2.5 ให้แก่นักวิชาการในมหาวิทยาลัยต่างๆตามที่แสดงในอินโฟ
สสส.ยังสนับสนุนงบประมาณสำหรับการสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ตั้งแต่การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ออกกำลังกาย การกินอาหาร ฯลฯ
รวมทั้งการวิจัยสำรวจ“ภาระโรค” ที่เป็นสาเหตุของการป่วยและเสียชีวิตของคนไทย และการสำรวจสุขภาพของประชากรไทยด้วยการตรวจร่างกาย ที่เป็นข้อมูลนำมากำหนดแนวทาง/นโยบายในการแก้ปัญหา
งาน/โครงการส่วนที่สสส.สนับสนุนที่กล่าวแล้วในอดีตก่อนมีกองทุนสสส. แทบจะไม่มีงบประมาณสนับสนุนเลย
กลับมาที่งบประมาณส่งเสริม/สร้างเสริมสุขภาพของประเทศที่มีทั้งหมด 3 หมื่นกว่าล้านบาท(ข้อมูลปี 2553) คณะผู้เชี่ยวชาญระหว่างหน่วยงานว่าด้วย การควบคุม NCDs ที่ส่งทีม 7-8 คนมาประเมินการป้องกัน/ควบคุมNCDs ของประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2561
มีข้อเสนอแนะให้คงไว้ซึ่งงบประมาณจากภาษีสุราและยาสูบของสสส.ให้เพิ่มเติมงบจากภาษีนำ้ตาล และงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข สปสช และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการส่งเสริม/สร้างเสริมสุขภาพ
รวมทั้งเสนอให้กระทรวงอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จัดงบประมาณสนับสนุนการป้องกับ/ควบคุมNCDs ด้วย
เพราะNCDs เป็นสาเหตุของการป่วยและเสียชีวิตก่อนเวลาของคนไทย วันละ 1,000 คน ปีละเกือบ 400,000คน คิดเป็นเกือบ 80% ของการเสียชีวิตของคนไทยในแต่ละปี และค่าสูญเสียจากการรักษาพยาบาลปีละ 1.39 แสนล้านบาท
การที่จะเปลี่ยนที่มาของงบประมาณจากภาษีบาปที่จัดส่งตรงถึงสสส.ให้ไปรับจากงบประมาณปกติ มีความเสี่ยงอย่างมาก ที่จะลดประสิทธิภาพกลไกการเงินการคลังที่สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพผ่านกลไกสสส.
วินัยการเงินการคลังก็สำคัญที่จะต้องรักษาไว้ เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติของประชาชนไทย
แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดที่เป็นภัยต่อสุขภาพของคนไทย ที่สหประชาชาติประกาศว่า NCDs และการใช้ยาสูบ เป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
ซึ่งพรบ.วินัยการเงินการคลังพ.ศ.2561 ก็มีข้อยกเว้นสำหรับ 4 กองทุนซึ่งรวมกองทุนสสส.ที่มีอยู่แล้ว
ขอให้รัฐบาลชั่งใจด้วยความรอบคอบ ปราศจากอคติ และยึดประโยชน์ของการสาธารณสุขของประเทศในการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงแหล่งงบประมาณของสสส.
ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ 17 ตุลาคม 2569
อ้างอิง
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/26989011/
https://iris.who.int/server/api/core/bitstreams/ee80f299-f909-421f-a8b7-c6dba5dc8daa/content

ร่วมแสดงความคิดเห็น