รวบหนุ่มสแกมเมอร์ อ้างเป็นตำรวจขู่จับนักศึกษาสาว สั่งถอนเงิน 3.6 แสนบาท

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ที่สถานีตำรวจภูธรแม่จัน จังหวัดเชียงราย พล.ต.ต.ทรงกริช ออนตะไคร้ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย พ.ต.อ.เทคนิค จันสี รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ จิตรประสาร ผู้กำกับการ สภ.แม่จัน และชุดสืบสวน ร่วมแถลงผลการจับกุมเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังใช้วิธีแอบอ้างเป็นตำรวจ สภ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ โทรศัพท์ข่มขู่ผู้เสียหายว่าส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงและหลอกลวงลงทุน ก่อนบังคับให้ถอนเงินสดจากบัญชีธนาคารไปวางตามจุดนัดหมายริมทาง โดยมีผู้รับจ้างเดินสายเก็บเงินนำไปส่งต่อให้ผู้บงการฝั่งประเทศลาว

คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ชุดสืบสวน สภ.แม่จัน นำโดย พ.ต.ท.ผดุง ท้ายเรือคำ สว.สส.สภ.แม่จัน จับกุม นายทวีศักดิ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี ภูมิลำเนา อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ได้บริเวณกระท่อมริมถนนสาธารณะดอยตุงสายใหม่ เขตหมู่ 7 ต.แม่ไร่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย พร้อมเงินสดจำนวน 200,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่ผู้เสียหายนำมาวางไว้ตามคำสั่งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยแจ้งข้อกล่าวหาเบื้องต้นว่า ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี

ก่อนเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีว่า พบหญิงสาวนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน จ.เชียงราย เข้าพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่หมู่ 7 ต.แม่ไร่ อ.แม่จัน ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีพฤติการณ์ผิดปกติอย่างชัดเจน มีอาการวิตกกังวล ไม่ค่อยออกจากห้องพัก และสั่งอาหารมารับประทานภายในห้องตลอดเวลา จึงเกิดความสงสัยว่าอาจกำลังถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงหรือควบคุมอยู่

เจ้าหน้าที่จึงจัดกำลังเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณโรงแรมและติดตามความเคลื่อนไหวของหญิงสาว กระทั่งพบว่ามีการเดินทางไปทำธุรกรรมเบิกเงินสดจำนวนมากที่ธนาคารแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.ห้วยไคร้ อ.แม่สาย โดยระหว่างทำธุรกรรมมีอาการลุกลี้ลุกลน คล้ายกำลังถูกบุคคลอื่นสั่งการผ่านทางโทรศัพท์ ก่อนจะเดินทางออกจากธนาคารด้วยรถจักรยานยนต์รับจ้าง
ชุดสืบสวนจึงติดตามไปอย่างใกล้ชิด กระทั่งพบว่าหญิงสาวนำเงินสดจำนวน 200,000 บาท ไปวางไว้ภายในกระท่อมหลังหนึ่งริมถนนทางขึ้นดอยตุงสายใหม่ จากนั้นยังคงพูดคุยโทรศัพท์กับบุคคลอื่นอยู่ตลอดเวลา ก่อนเดินทางกลับไปยังที่พัก เจ้าหน้าที่จึงวางกำลังซุ่มสังเกตการณ์บริเวณกระท่อมดังกล่าว โดยใช้วิธีสะกดรอยและซ่อนตัวในพื้นที่ป่าข้าวโพดใกล้จุดนัดหมาย เพื่อรอจับกุมบุคคลที่เดินทางมารับเงิน

กระทั่งนายทวีศักดิ์ ผู้ต้องหา เดินทางมาถึงกระท่อมและหยิบเงินสดจำนวน 200,000 บาทที่ผู้เสียหายนำมาวางไว้ใส่กระเป๋าสะพาย เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่ผู้ต้องหาพยายามวิ่งหลบหนี ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไว้ได้ในที่สุด

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายทวีศักดิ์ให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจากบุคคลที่เรียกว่า “นายหัว” ซึ่งไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง โดยบุคคลดังกล่าวพักอาศัยอยู่ฝั่งประเทศลาว ให้ทำหน้าที่เดินทางไปรับเงินสดจากผู้เสียหายตามจุดนัดหมาย ก่อนรอรับคำสั่งอีกครั้งว่าจะต้องนำเงินไปส่งมอบให้ใครและที่ใด โดยได้รับค่าจ้างครั้งละ 2,000 บาท
ผู้ต้องหาเปิดเผยว่า ติดต่อกับนายหัวผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ในกลุ่มชื่อ “หางานปอยเปต สำหรับ HR เช็คประวัติ” และได้รับคำสั่งให้ทำหน้าที่เป็นผู้รับเงินสดจากเหยื่อที่ถูกหลอกลวง ก่อนนำไปส่งต่อให้เครือข่ายผู้บงการ โดยยอมรับว่าเคยทำหน้าที่ลักษณะดังกล่าวมาแล้วรวม 3 ครั้ง

ภายหลังจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นตัวและกระเป๋าสะพายของผู้ต้องหา ก่อนขยายผลเข้าตรวจค้นห้องนอนภายในบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่หมู่ 3 ต.แม่ฟ้าหลวง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย สามารถตรวจยึดของกลางเพิ่มเติม ประกอบด้วย รถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟติดแผ่นป้ายทะเบียนจังหวัดเชียงราย 1 คัน เงินสด 8,400 บาท โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง เงินสด 200,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่ผู้เสียหายนำมาวางไว้ที่กระท่อม เงินสดอีก 170,000 บาท ซึ่งตรวจพบภายในห้องนอนและเป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียหายอีกราย รวมทั้งสมุดบัญชีธนาคาร 2 เล่ม รวมของกลางเงินสดที่ตรวจยึดได้ทั้งสิ้น 378,400 บาท โดยยังไม่รวมรถจักรยานยนต์ โทรศัพท์มือถือ และสมุดบัญชีธนาคาร

จากการขยายผลยังพบว่า ผู้ต้องหาเคยทำงานเป็นแอดมินเว็บไซต์พนันออนไลน์ในพื้นที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา ก่อนเดินทางกลับมาอยู่บ้านภายหลังสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และได้รับการติดต่อผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ให้มาทำหน้าที่เป็นผู้รับและส่งเงินให้กับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มีผู้สั่งการอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน

ด้าน พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ จิตรประสาร ผกก.สภ.แม่จัน เปิดเผยว่า พฤติการณ์ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้ใช้วิธีโทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ กล่าวหาว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงและหลอกลวงการลงทุน พร้อมนำเอกสารปลอมมาแสดงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัวว่าจะถูกออกหมายจับและดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อเหยื่อหลงเชื่อ กลุ่มมิจฉาชีพจะอ้างว่าต้องตรวจสอบความบริสุทธิ์และเส้นทางการเงิน โดยสั่งให้ถอนเงินสดจากบัญชีของตนเอง แล้วนำไปวางไว้ตามจุดนัดหมายที่ไม่มีกล้องวงจรปิด เพื่อให้ผู้รับจ้างเดินทางมาเก็บเงินอีกทอดหนึ่ง ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการหลอกลวง หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมีมาตรการกวาดล้างบัญชีม้าและติดตามเส้นทางการเงินอย่างเข้มงวด ทำให้กลุ่มมิจฉาชีพหันมาใช้วิธีให้เหยื่อถอนเงินสดด้วยตนเองแทนการโอนเงินไปยังบัญชีของเครือข่าย
ผกก.สภ.แม่จัน กล่าวอีกว่า ในพื้นที่รับผิดชอบเคยเกิดเหตุลักษณะเดียวกันมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนั้นยังไม่สามารถจับกุมผู้ที่เดินทางมารับเงินได้ อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้ชุดสืบสวนได้วางแผนติดตามพฤติการณ์ของผู้เสียหายอย่างใกล้ชิด จนสามารถซุ่มจับกุมผู้ต้องหาได้ขณะเดินทางมาเก็บเงิน พร้อมขยายผลตรวจยึดเงินสดอีก 170,000 บาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้เสียหายอีกราย

ทั้งนี้ ผู้ต้องหายังให้การยอมรับว่า ได้ทำหน้าที่เดินสายเก็บเงินในลักษณะดังกล่าวมาแล้ว 3 ครั้ง โดยมีนายหัวเป็นผู้สั่งการผ่าน Telegram และเป็นผู้กำหนดจุดนัดหมายในการรับส่งเงิน เจ้าหน้าที่จึงอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลไปยังผู้บงการ รวมถึงบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าว

ขณะที่ พล.ต.ต.ทรงกริช ออนตะไคร้ ผบก.ภ.จว.เชียงราย กล่าวว่า คดีนี้ต้องขอชื่นชมพลเมืองดีที่สังเกตเห็นความผิดปกติและไม่เพิกเฉยต่อเหตุการณ์ ก่อนแจ้งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ จนนำไปสู่การช่วยเหลือผู้เสียหายและจับกุมผู้ที่ทำหน้าที่รับจ้างเก็บเงินได้สำเร็จ รวมทั้งชื่นชมชุดสืบสวน สภ.แม่จัน ที่มีไหวพริบปฏิภาณและจิตวิญญาณของการเป็นตำรวจ สามารถวางแผนติดตามและซุ่มจับกุมผู้ต้องหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พล.ต.ต.ทรงกริช กล่าวเพิ่มเติมว่า การหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในปัจจุบันไม่ได้มีรูปแบบใหม่ แต่เป็นกลโกงเดิมที่นำกลับมาใช้ซ้ำ โดยอาศัยความหวาดกลัวของประชาชนเป็นเครื่องมือ แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข่มขู่ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาญา ก่อนหลอกให้โอนเงินหรือถอนเงินไปส่งมอบให้บุคคลอื่น

จึงขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อบุคคลที่โทรศัพท์มาแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ อย่ากดลิงก์จากแหล่งที่ไม่รู้จัก และอย่าตื่นตระหนกเมื่อถูกข่มขู่ว่าจะถูกดำเนินคดี ที่สำคัญอย่ารีบโอนเงินหรือถอนเงินสดไปวางไว้ตามจุดนัดหมายโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาที่อาจตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพซึ่งใช้วิธีพูดจาหว่านล้อมและสร้างความกดดัน หากพบเหตุการณ์ลักษณะนี้ควรปรึกษาผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจ และตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยตรงก่อนดำเนินการใด ๆ

ด้านผู้เสียหาย ซึ่งเป็นนักศึกษาหญิงชั้นปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์เกิดจากกลุ่มมิจฉาชีพโทรศัพท์ติดต่อมา โดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและกล่าวหาว่าตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ พร้อมอ้างว่าจำเป็นต้องตรวจสอบความบริสุทธิ์ โดยให้ถอนเงินในบัญชีออกมาวางไว้ตามจุดที่กำหนด

กลุ่มมิจฉาชีพอ้างว่ามีบุคคลจำนวนมากเกี่ยวข้องกับการทำยอดและการเติมเงิน จึงต้องเดินทางมายังพื้นที่จังหวัดเชียงรายเพื่อดำเนินการตรวจสอบ ในช่วงแรกตนเองไม่เข้าใจถึงจุดประสงค์ที่แท้จริง แต่เชื่อว่าการนำเงินไปวางไว้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบความบริสุทธิ์ จึงทำตามคำสั่งโดยไม่กล้าปฏิเสธ เนื่องจากถูกข่มขู่ว่าหากไม่ให้ความร่วมมือจะถูกออกหมายจับทันที

ผู้เสียหายเล่าว่า เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้เดินทางมาเปิดห้องพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งใกล้ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเชียงราย ก่อนนำเงินสดจำนวน 190,000 บาท ซึ่งได้รับมาจากมารดาไปวางตามคำสั่งของกลุ่มมิจฉาชีพ โดยก่อนหน้านั้นคนร้ายได้สอนบทพูดให้โทรศัพท์ไปหลอกมารดาว่า มหาวิทยาลัยมีโครงการ Work and Travel และหากมีเงินอยู่ในบัญชีจะสามารถเดินทางไปเข้าร่วมโครงการได้ง่ายขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่มีโครงการดังกล่าวอยู่จริง แต่เป็นอุบายที่กลุ่มมิจฉาชีพคิดขึ้นเพื่อให้สามารถหลอกขอเงินจากมารดาได้

นอกจากนี้ กลุ่มมิจฉาชีพยังควบคุมความเคลื่อนไหวของตนเองผ่านการวิดีโอคอลตลอด 24 ชั่วโมง แม้กระทั่งช่วงเวลานอนหรือทำกิจวัตรประจำวันก็ต้องเปิดกล้องโทรศัพท์มือถือ และใช้ไอแพดสลับกัน เพื่อให้คนร้ายสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา พร้อมข่มขู่ว่าหากขัดขืนหรือไม่ปฏิบัติตามจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ด้วยความหวาดกลัวและกังวลว่าจะถูกดำเนินคดี ประกอบกับรายละเอียดที่กลุ่มมิจฉาชีพนำมาอ้างมีความซับซ้อน ทำให้ไม่กล้าปฏิเสธหรือปรึกษาบุคคลอื่น จึงตกอยู่ในภาวะจำยอมและทำตามคำสั่งมาโดยตลอด จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่จัน เข้าตรวจสอบและช่วยเหลือ พร้อมจับกุมผู้ที่เดินทางมารับเงินได้ทันเวลา ทำให้รอดพ้นจากการสูญเสียเงินเพิ่มเติม และรู้สึกปลอดภัยขึ้นหลังผ่านเหตุการณ์ที่สร้างความกดดันอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงิน โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลการติดต่อผ่านแอปพลิเคชัน Telegram เพื่อระบุตัวนายหัวและผู้ร่วมขบวนการที่อยู่เบื้องหลัง รวมถึงติดตามเงินที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียหายรายอื่นมาประกอบสำนวนคดี เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ร่วมแสดงความคิดเห็น