แอมเนสตี้ฯ เปิดรายงานแฉ 5 บริษัทรักษาความปลอดภัยในกัมพูชา เชื่อมโยงศูนย์สแกมเมอร์ พบเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจเกี่ยวข้อง เอื้อกักขัง ทรมาน ค้ามนุษย์ และล่วงละเมิดทางเพศ
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยรายงานฉบับใหม่ ระบุบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชน 5 แห่งในประเทศกัมพูชา มีส่วนเกี่ยวข้องกับศูนย์สแกมเมอร์หลายแห่ง ซึ่งมีการบันทึกข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ทั้งการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน การทรมาน การกักขัง และการล่วงละเมิดทางเพศ พร้อมพบความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทเหล่านี้กับเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และกลุ่มธุรกิจที่มีอิทธิพลในประเทศ
รายงานชื่อ “ธุรกิจในเครื่องแบบ: บริษัทรักษาความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่รัฐในศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชา” (Official Business: Security companies and authorities at scamming compounds in Cambodia) ระบุว่า จากการสืบสวนพบเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจมากกว่า 20 คน มีความเชื่อมโยงกับบริษัทรักษาความปลอดภัยที่ดูแลศูนย์สแกมเมอร์อย่างน้อย 22 แห่ง จากทั้งหมด 86 แห่งที่องค์กรตรวจสอบพบทั่วประเทศกัมพูชา
แอมเนสตี้ฯ ระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคม 2566 ถึงกันยายน 2569 ได้สัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจากศูนย์สแกมเมอร์จำนวน 151 คน ตรวจสอบข้อมูลผู้เสียหายอีกกว่า 400 คน และลงพื้นที่สำรวจสถานที่ต้องสงสัย 82 แห่ง โดยพบเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำอยู่ทุกแห่งที่สำรวจ
ข้อมูลจากผู้รอดชีวิตระบุว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมีบทบาทในการควบคุมไม่ให้ผู้ถูกกักขังหลบหนี รวมถึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรง ทั้งการทุบตี ใช้กระบองไฟฟ้าช็อตร่างกาย แยกขังในห้องมืด และเฝ้าระวังระหว่างที่มีการล่วงละเมิดทางเพศภายในศูนย์
นอกจากนี้ ยังพบว่าบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชน 5 แห่งที่ถูกระบุในรายงาน ได้แก่ เลียบ สมนาง (Leap Somnang) ซึ่งเชื่อมโยงกับศูนย์สแกมเมอร์อย่างน้อย 15 แห่งใน 8 จังหวัด, ซีเคียวริตี้ เรสปอนส์ (Security Response) เชื่อมโยงกับ 5 แห่ง, ซีดี ซีเคียวริตี้ (ZD Security) เชื่อมโยงกับ 2 แห่ง, ดารา ซีเคียวริตี้ (Dara Security) เชื่อมโยงกับ 2 แห่ง และเบสต์ ซีเคียวริตี้ (Best Security) เชื่อมโยงกับอีก 1 แห่ง
รายงานยังเปิดเผยความเชื่อมโยงของบุคคลในแวดวงทหารและตำรวจระดับสูงกับธุรกิจรักษาความปลอดภัยและโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีศูนย์สแกมเมอร์ตั้งอยู่ โดยหนึ่งในนั้นคือ บัน โสพัต ซึ่งดำรงตำแหน่งพันเอกในกองทัพกัมพูชาและมีความเกี่ยวข้องกับบริษัทเลียบ สมนาง ขณะที่บุคคลอื่นที่ถูกกล่าวถึง ได้แก่ รองผู้บัญชาการตำรวจ เล ชันนี และพลจัตวา เต็ก บุญเทือน
แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ผลการสืบสวนครั้งนี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจรักษาความปลอดภัย เครือข่ายธุรกิจ และเจ้าหน้าที่รัฐกับศูนย์สแกมเมอร์ ซึ่งมีบทบาทในการควบคุมและแสวงหาประโยชน์จากผู้เสียหาย พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบความรับผิดชอบตั้งแต่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการไปจนถึงผู้บริหารและเจ้าของบริษัท
สำหรับมาตรการปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์ของรัฐบาลกัมพูชาที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 แม้จะส่งผลให้ศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่หลายแห่งหยุดดำเนินงาน แต่แอมเนสตี้ฯ ระบุว่ายังไม่พบข้อมูลการสอบสวนบริษัททั้ง 5 แห่ง รวมถึงเจ้าของและผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าว
ขณะที่ทางการกัมพูชาชี้แจงเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่าได้ดำเนินการทางวินัยกับตำรวจ 77 นายที่เกี่ยวข้องกับศูนย์สแกมเมอร์ ส่วนบริษัทและบุคคลที่ถูกพาดพิงบางรายได้ปฏิเสธข้อกล่าวหา หรือชี้แจงว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตามที่รายงานระบุ
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลจึงเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นอิสระและโปร่งใส ตรวจสอบบทบาทของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ระงับใบอนุญาตบริษัทที่มีข้อกล่าวหาน่าเชื่อถือระหว่างการสอบสวน ตลอดจนจัดให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม โดยย้ำว่าการปิดศูนย์สแกมเมอร์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากยังไม่สามารถนำผู้จัดหาบุคลากร ผู้บริหาร ผู้สนับสนุนเงินทุน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดมาดำเนินการตามกฎหมายได้
ที่มา: รายงานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรื่อง Official Business: Security companies and authorities at scamming compounds in Cambodia




ร่วมแสดงความคิดเห็น