วันคล้ายวันเกิดผู้ว่าทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่

วันคล้ายวันเกิดผู้ว่าทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ คนที่ 44 อายุครบ 57 ปี ซื้อโคม 44 ทัศศา จากภูมิปัญญาช่างชุมชนเชียงใหม่ ที่ทำโคมให้แต่ละวัด เป็นการปันบุญ สร้างอาชีพให้ชุมชนที่สืบสานภูมิปัญญา นำประดับไว้ที่จวนผู้ว่าฯเพื่อเป็นมงคลและสืบสานพระพุทธศาสนา

วันนี้ 4 พฤศจิกายน 2569 เป็นวันคลายวันเกิดของท่านผู้ว่า ทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ อายุ ครบ 57 ปี ทำบุญด้วยการอุดหนุนปันบุญ “โคมทัศศา” ซื้อโคมจากชาวบ้าน จำนวน 44 ใบ ท่านเป็นผู้ว่าคนที่ 44 ของเชียงใหม่ พร้อมบอกเล่าเรื่องของโคม 44 ทัศศา

ผู้ว่า ทศพล บอกเล่าว่า 44 โคมทัศศา แสงแห่งศรัทธาและการแบ่งปัน สืบสานภูมิปัญญาล้านนา สร้างอาชีพให้ชุมชนเชียงใหม่ วันนี้ 4 พฤศจิกายน เป็นวันคล้ายวันเกิดของผมครับ

ในปีนี้ ผมตั้งใจมอบของขวัญให้ตัวเองด้วยการได้มีส่วนร่วมสนับสนุนงานหัตถกรรมพื้นบ้านของพี่น้องชาวเชียงใหม่ ด้วยการอุดหนุนปันบุญ “โคมทัศศา” จำนวน 44 ใบ ซึ่งเป็นจำนวนที่มีความหมายสอดคล้องกับการที่ผมได้รับ พระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ คนที่ 44 อีกวาระหนึ่ง รายได้จากการจำหน่ายโคมทัศศา จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ คือ 1. ทำบุญไปให้วัดเพื่อสืบสานพุทธศาสนา 2.สร้างรายได้ให้แก่ช่างทำโคมล้านนาในชุมชนเพื่อสืบสานภูมิปัญญาล้านนา 3. ส่วนสุดท้ายแบ่งให้บริษัทฯวิสาหกิจเพื่อสังคม(ไม่เน้นกำไรสูงสุด) เพื่อให้สามารถทำหน้าที่บริหารจัดการและเชื่อมโยงตลาดให้ยั่งยืนสืบไป

ผมได้นำโคมทั้ง 44 ใบ มาแขวนประดับไว้บริเวณหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมต้อนรับบรรยากาศของเทศกาลลอยกระทงหรือประเพณียี่เป็งที่กำลังจะมาถึง ให้ความงดงามของโคมล้านนาได้เป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศเทศกาล และสะท้อนเสน่ห์ของวัฒนธรรมบ้านเรา

สำหรับชาวล้านนา โคมมีความผูกพันกับวิถีชีวิตและพระพุทธศาสนามาอย่างยาวนาน เป็นเครื่องสักการบูชาพระพุทธเจ้า โดยแสงจากโคมเปรียบเสมือนแสงสว่างแห่งปัญญาและการนำทางชีวิต สื่อถึงความเป็นสิริมงคล ความรุ่งเรือง และความร่มเย็นเป็นสุข การแขวนโคมในช่วงประเพณียี่เป็งจึงมีความหมายทั้งในด้านความศรัทธาและการสืบสานประเพณีของชาวล้านนา

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้รู้จักและสนใจ “โคมทัศศา” มากขึ้น คือเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 ผมได้รับเชิญให้เป็นประธานเปิดนิทรรศการ “โคมทัศศา” แสงแห่งศรัทธา สืบสานภูมิปัญญาล้านนา ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมสู่โอกาสทางเศรษฐกิจของชุมชน ณ โรงแรมดาราเทวี จังหวัดเชียงใหม่

จากการได้ชมผลงานและพูดคุยกับผู้เกี่ยวข้อง ผมจึงได้ทราบถึงที่มาของโครงการ ซึ่งเริ่มต้นจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เทศบาลตำบลท่าศาลา และชุมชนตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล (University to Tambon: U2T) โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.สุบัน พรเวียง เป็นผู้ริเริ่มและขับเคลื่อนงานผ่านศูนย์วิจัยลดความเหลื่อมล้ำเพื่อสร้างโอกาสทางสังคม คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

กระบวนการทำงานเริ่มจากการลงพื้นที่ทำความเข้าใจชุมชน สำรวจทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และศักยภาพของผู้ประกอบการในท้องถิ่น ก่อนนำองค์ความรู้เหล่านั้นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อ “TASSA – ทัศศา” ซึ่งมีที่มาจากชื่อท่าศาลา และสะท้อนการรวบรวมศาสตร์ ภูมิปัญญา และศิลปวัฒนธรรมจากชุมชนทั้ง 5 หมู่บ้านมาสร้างสรรค์ร่วมกัน

ต่อมาเมื่อการทำงานวิจัยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างโอกาสทางการตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงเกิดการจัดตั้ง บริษัท ทัศศา ปันกัน จำกัด เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกกลางเชื่อมโยงชุมชน ช่างฝีมือ วัด มหาวิทยาลัย และตลาดเข้าด้วยกัน และได้รับการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ในประเภทที่ไม่ประสงค์แบ่งปันกำไรให้แก่ผู้ถือหุ้น

นี่เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการนำงานวิจัยมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในชีวิตจริง จากองค์ความรู้ในมหาวิทยาลัยสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ สร้างตลาด สร้างอาชีพ และสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน

ความพิเศษของ “โคมทัศศา” คือการนำประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และอัตลักษณ์ของวัดสำคัญทั้ง 7 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่ มาถ่ายทอดผ่านงานหัตถศิลป์ล้านนาที่มีรูปแบบและความหมายเฉพาะตัว โคมแต่ละประเภทจึงมีเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับสถานที่และความศรัทธาของผู้คน ดังนี้

โคมวัดดอนจั่น โดดเด่นด้วยซุ้มโคมมงคลหลากสีและโคมยักษ์สีเหลืองขนาดใหญ่ สูง 2.5 เมตร ประดับลวดลายอักขระรอบโคม เป็นสัญลักษณ์แห่งความศรัทธาและเป็นจุดสำคัญที่ผู้คนเดินทางมาสักการะ

โคมเจดีย์ วัดยางกวง ออกแบบเป็นรูปทรงเจดีย์ สีขาวบริสุทธิ์ ทำจากไม้ไผ่หุ้มกระดาษสา สื่อถึงการสร้างเจดีย์และการเพิ่มแสงสว่างให้แก่ชีวิต สอดคล้องกับเรื่องราวของวัดเก่าแก่ที่มีความผูกพันกับประวัติศาสตร์การสร้างเมืองเชียงใหม่ โดยปรากฏชื่อในโคลงนิราศหริภุญชัยตั้งแต่ พ.ศ. 2060

โคมลูกเต๋า วัดล่ามช้าง เป็นโคมทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทำจากไม้ไผ่หุ้มกระดาษสา ประดับภาพพระยาช้างพลายมงคลบนตัวโคม เชื่อมโยงกับเรื่องราวเวียงเชียงช้างและประวัติศาสตร์ของกษัตริย์ผู้สร้างเมืองเชียงใหม่ สื่อถึงความเป็นสิริมงคลและความเชื่อในการต่อดวงไฟแห่งชีวิตให้สว่างไสวต่อเนื่อง

โคมพับ วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร เป็นงานออกแบบที่สะท้อนความประณีตของศิลปหัตถกรรมล้านนา สามารถพับเก็บได้ ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของวัดพระธาตุดอยสุเทพฯ ซึ่งเป็นศาสนสถานสำคัญและศูนย์รวมศรัทธาของชาวเชียงใหม่ โดยการบูชาโคมยังสื่อถึงแสงสว่างที่นำทางชีวิต ความสงบร่มเย็น และการเกิดปัญญา

โคมแปดเหลี่ยม วัดศรีดอนไชย ออกแบบเป็นทรงแปดเหลี่ยมสูง ประดับสัญลักษณ์พระพุทธรูปปิมปา ใช้สีขาว สีเหลือง และสีเขียว สื่อถึงการเพิ่มแสงสว่างให้แก่ชีวิต เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และงานศิลปกรรมของวัด ซึ่งเป็นหนึ่งในศาสนสถานเก่าแก่ที่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับพญามังราย

โคมทรงดอกบัว วัดอุปคุต ได้แรงบันดาลใจจากดอกบัวที่ใช้บูชาพระอุปคุต ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ความเจริญรุ่งเรือง และความสำเร็จที่เกิดจากศรัทธาอันมั่นคง ส่วนลวดลายบนโคมได้รับแรงบันดาลใจจากพระอุปคุตปางจกบาตร ซึ่งผู้คนนิยมสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลด้านโชคลาภและความสำเร็จ

โคมทรงหมวก วัดสุวรรณคีรีมงคล (วัดม่อน) อำเภอดอยสะเก็ด ซึ่งเป็นภาคีเครือข่ายล่าสุด ออกแบบรูปทรงให้คล้ายหมวกของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ สะท้อนอัตลักษณ์และความหลากหลายของผู้คนในชุมชน ทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ ไทใหญ่ และกลุ่มอื่น ๆ ที่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาร่วมกัน เป็นการถ่ายทอดความหลากหลายทางวัฒนธรรมออกมาเป็นงานหัตถศิลป์ที่มีความหมาย

เรื่องราวของโคมทั้ง 7 ประเภท ทำให้เห็นว่าเบื้องหลังงานหัตถกรรมแต่ละชิ้นมีทั้งประวัติศาสตร์ ความเชื่อ สถาปัตยกรรม และภูมิปัญญาของคนในพื้นที่ซ่อนอยู่ การนำเรื่องราวเหล่านี้มาถ่ายทอดผ่านผลิตภัณฑ์ จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวได้รู้จักคุณค่าของวัฒนธรรมล้านนาอย่างใกล้ชิด

การอุดหนุนโคมทั้ง 44 ใบในวันคล้ายวันเกิดปีนี้ เป็นโอกาสที่ผมได้ร่วมสนับสนุนงานของช่างฝีมือและคนในชุมชน โดยรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนการทำงานของวิสาหกิจเพื่อสังคม และเปิดโอกาสให้ช่างฝีมือ ผู้ประกอบการ และคนในชุมชนได้สร้างงาน สร้างรายได้จากภูมิปัญญาที่พวกเขาสั่งสมและสืบทอดกันมา

ผมอยากเห็นงานหัตถกรรมล้านนาได้รับการสืบสานและพัฒนาต่อไป ไม่จำกัดอยู่เฉพาะช่วงเทศกาล แต่สามารถสร้างอาชีพและรายได้ให้คนในชุมชนได้ตลอดทั้งปี เมื่อภูมิปัญญาสามารถเลี้ยงดูผู้คนได้ คนทำงานก็มีแรงใจที่จะรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ และส่งต่อให้ลูกหลานในอนาคต

ในวันคล้ายวันเกิดปีนี้ ผมจึงขอถือโอกาสขอบคุณคณาจารย์และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บริษัท ทัศศา ปันกัน จำกัด เทศบาลตำบลท่าศาลา วัดในเครือข่าย ตลอดจนพ่อครูแม่ครูและพี่น้องช่างฝีมือทุกคน ที่ร่วมกันรักษาและต่อยอดภูมิปัญญาของชุมชนให้เกิดคุณค่าทั้งทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ

ขอให้แสงสว่างจากโคมทั้ง 44 ใบที่แขวนอยู่หน้าจวนในช่วงเทศกาลยี่เป็งนี้ เป็นสัญลักษณ์ของความศรัทธา ความสามัคคี และการแบ่งปัน ขอให้ประเพณีและภูมิปัญญาล้านนาของเรายังคงงดงาม พร้อมกับสร้างความสุขและความมั่นคงให้แก่คนในชุมชนสืบไป

สำหรับของขวัญวันเกิดปีนี้ ผมขอรับเป็นความสุขจากการได้เห็นพี่น้องชาวเชียงใหม่มีอาชีพ มีรายได้ และได้ร่วมกันรักษาสิ่งดีงามของบ้านเมืองเราไว้ครับ

นายทศพล เผื่อนอุดม
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
4 พฤศจิกายน 2569

ร่วมแสดงความคิดเห็น