ปัญหาฝุ่นพิษ ที่สร้างความทุกข์ยากต่อประชาชน ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ส่วนหนึ่งมาจากฝุ่นพิษข้ามพรมแดน
GISTDA เผยข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี (Suomi NPP) ของวันที่ 9 มีนาคม 2566 ไทยพบจุดความร้อน จำนวน 1,533 จุด ในขณะที่เมียนมายังนำโด่ง จำนวน 5,743 จุด สปป.ลาว 2,412 จุด กัมพูชา 1,622 จุด เวียดนาม 396 จุด และมาเลเซีย 33 จุด
กรีนพีซระบุว่า จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมของกรีนพีซ ที่ทำร่วมกับศูนย์ภูมิภาคเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (ภาคเหนือ) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าในช่วงปี 2558-2563 พื้นที่ป่า 10.6 ล้านไร่ในประเทศ ที่อยู่ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงถูกทำลาย และกลายเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพด ในจำนวนนี้ราว 5.1 ล้านไร่ อยู่ในประเทศ สปป.ลาวตอนบน รองลงมาคือรัฐฉานของเมียนมา (2.9 ล้านไร่) และภาคเหนือตอนบนของไทย (2.5 ล้านไร่) การขยายตัวอย่างรวดเร็วของพื้นที่เกษตรกรรมเชิงเดี่ยวอย่างไร่ข้าวโพด ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของพื้นที่เผาไหม้ และจุดความร้อนที่ทำให้เกิดการกระจายตัวและเพิ่มความเข้มข้นของมลพิษ PM2.5 อย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่า ราว 2 ใน 3 ของจุดความร้อนที่พบในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอยู่ในพื้นที่ป่าและ ราว 1 ใน 3 (ของจุดความร้อน) พบในพื้นที่ปลูกข้าวโพด
จากการติดตามข้อมูลการนำเข้าของไบโอไทย พบว่า ในปี 2564 ประเทศไทยนำเข้าข้าวโพดเพื่อเป็นอาหารสัตว์รวม 1.83 ล้านตัน มูลค่า 407.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีแหล่งนำเข้ามากที่สุดคือ เมียนมา มีปริมาณนำเข้า 1.79 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 97.8% ของปริมาณการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทย โดยที่เหลือเป็นการนำเข้าจาก สปป.ลาว ประมาณ 0.6% และกัมพูชา 0.3% (ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร)
เมียนมามีกำลังการผลิตข้าวโพด ประมาณ 2.57 ล้านตัน (ที่มา : World Grain) นั่นหมายความว่าผลผลิตส่วนใหญ่ในการส่งออกของเมียนมา (69.65%) เมื่อปี 2564 ที่ผ่านมานั้น เป็นการส่งออกมายังประเทศไทย
โดยการนำเข้าข้าวโพดจากเมียนมาเป็นการนำเข้าข้าวโพดที่มีอัตราภาษี 0% ตามความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) รัฐบาลอนุญาตให้ อคส. นำเข้าได้ตลอดทั้งปี และผู้นำเข้าทั่วไป นำเข้าได้ระหว่าง 1 ก.พ. – 31 ส.ค. ของทุกปี
พื้นที่ปลูกข้าวโพดส่วนใหญ่ของเมียนมา (56%) อยู่ในรัฐฉาน (โปรดดูภาพประกอบ) ซึ่งเป็นบริเวณติดกับพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ที่กำลังเผชิญฝุ่นพิษจนหลายจังหวัดติดอันดับพื้นที่ ที่มีคุณภาพอากาศเลวร้ายที่สุดในโลกไปแล้วในปัจจุบัน
อนึ่ง ผู้เล่นรายใหญ่ในการผลิตข้าวโพดและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดคือ Charoen Pokphand Produce Myanmar (CP Myanmar) ซึ่งผู้บริหารระบุว่าซีพีมีส่วนแบ่งเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดในเมียนมา คิดเป็นสัดส่วน 40% ของเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ในประเทศนั้นทั้งหมด ในขณะที่ USDA ประเมินว่าสัดส่วนที่เป็นเมล็ดพันธุ์ไฮบริดนั้น ซีพีเป็นผู้ครอบครองตลาดเกือบทั้งหมดในเมียนมา (USDA GAIN report)
ซีพีเป็นบริษัทอาหารสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และส่วนแบ่งตลาดอาหารสัตว์รายใหญ่ในประเทศไทย (มากกว่า 32% ในขณะที่อันดับ 2, 3 และ 4 ได้แก่ แหลมทอง เบทาโกร กรุงไทย มีส่วนแบ่งตลาดเพียงรายละ 6% เท่านั้น) ในขณะที่ซีพีและมอนซานโต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรธุรกิจมีส่วนแบ่งตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดในประเทศไทยเกินครึ่งหนึ่ง
การแก้ปัญหาฝุ่นพิษที่เกิดขึ้นในภาคเหนือ ซึ่งเกิดขึ้นทั้งจากการเผาไหม้ที่เกิดขึ้นในบริเวณเขตแดนประเทศไทยเอง และที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องโดยตรงกับเอกชนรายใหญ่ในประเทศไทย นี่จึงเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐบาลไทย ที่จะต้องเข้ามาจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นโดยตรง
ขอบคุณข้อมูลจาก
https://www.facebook.com/biothai.net

ร่วมแสดงความคิดเห็น